ตาก

        จังหวัดตาก  เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย และที่สำคัญ จังหวัดตากเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ เมืองนี้ เดิมนั้นมีความเจริญรุ่งเรือง จะเห็นได้จากมีการคนพบหลักฐานศิลปะของมอญ อีกทั้งจังหวัดตากเป็นจังหวัดที่อยู่ติดชายแดนทางด้านทิศตะวันตก ในอดีตสมัยกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีนั้น เมืองตากถือเป็นเมืองหน้าด่านที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก

        จังหวัดตาก เป็นจังหวัดที่มีธรรมชาติ ที่สวยงามอีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางมาพักผ่อนในวันหยุดต่างๆ โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดตาก ดังต่อไปนี้

  • เขื่อนภูมิพล ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใช้พลังน้ำในการผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกของไทย
  • อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช เป็นอุทยานฯที่มีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ซึ่งที่แห่งนี้จะพบต้นกระบากที่มีลำต้นใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
  • อุทยานแห่งชาติลานสาง
  • อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ

 

อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช

          ด้วยสภาพของป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีเทือกเขาที่สลับซับซ้อน และมีความสวยงาม บนเนื้อที่กว่า 149 ตารางกิโลเมตร ประกอบกับ อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช เป็นอุทยานแห่งชาติ ที่มีการค้นพบว่า มีต้นกระบาก ซึ่งจัดได้ว่าเป็นต้นกระบาก ที่มีความใหญ่ที่สุด ต้นหนึ่งในประเทศไทย จึงทำให้ นักท่องเที่ยว ในเชิงอนุรักษ์ให้ความสนใจ และเดินทางมาท่องเที่ยวที่ อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช จังหวัดตากกันมาก

          ในอดีตนั้น อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช เป็นเส้นทางการเดินทัพ และเป็นจุดยุทธศาสตร์ ของทางกองทัพไทย และกองทัพพม่า เป็นอย่างดี และ อุทยานแห่งชาติ ตากสินมหาราช ได้รับการจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2524  มีสถานที่ท่องเที่ยว ที่น่าสนใจมากมาย เช่น

  • บริเวณต้นกระบากใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของอุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช ซึ่งสามารถวัดรอบได้ประมาณ 16.6 เมตร มีความสูงกว่า 50 เมตร
  • สะพานหินธรรมชาติ ที่เชื่อม หน้าผาสองแห่งเข้าด้วยกัน และใกล้ๆกันนักท่องเที่ยวจะได้พบกับถ้ำ ซึ่งภายในมีหินงอกหินย้อย มากมาย เหมาะสำหรับเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจมาก
  • น้ำตกแม่ย่าป้า ซึ่งเป็นน้ำตกขนาดกลาง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินเท้า เนื่องจากการเดินทางด้วยยานพาหนะ ยังไม่สะดวก

 

         ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลแม่ท้อ ตำบลพะวอ เขตอำเภอแม่สอด และอำเภอเมืองจังหวัดตาก มีเนื้อที่ 149 ตรกม. หรือ 93,125 ไร่ สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงชันมีภูเขาสลับซับซ้อนทิวทัศน์สวยงาม จุดเด่นที่สำคัญก็คือ ต้นกระบากใหญ่ ซึ่งจัดว่าเป็นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้ที่ค้นพบคือ นายสวาท ณ น่าน ช่างอันดับ 2 สถานีโทรคมนาคมจังหวัดตาก พื้นที่ป่าแห่งนี้ในอดีตเคยใช้เป็นเส้นทางเดินทัพของไทยและพม่า เช่น ในปี พ.ศ. 2305 พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าได้ยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยา ในระหว่างยกทัพกลับทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ในป่านี้ก่อนที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ

 

สถานที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ

 

น้ำตกแม่ย่าป้า

         เป็นน้ำตกขนาดกลางที่เกิดจากลำห้วยแม่ย่าป้าอยู่ในป่าทึบ มีน้ำไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นตามร่องห้วย แล้วไหลลงสู่ลำห้วยแม่ท้อ การเดินทางยังไม่สะดวกนัก นักท่องเที่ยวประสงค์จะเดินป่า ควรติดต่อขอคนนำทางกับเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ ก่อน

 

สะพานหินธรรมชาติ

          มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่เชื่อมหน้าผาสองแห่งเข้าด้วยกันมีความกว้างและความสูงประมาณ 25 ม. เบื้องล่างมีลำธารไหลผ่าน ถัดออกไปประมาณ 7x50 ม.จะมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงามการเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 105 ถึง กม.ที่ 35 แยกเข้าศูนย์เพาะชำกล้าไม้ตาก ตามทางลูกรังระยะ-ทาง 6 กม. แล้วเดินเท้าอีก 2 กม.

 

ต้นกระบากใหญ่ 

          มีขนาดโตวัดโดยรอบได ้16.6 ม.หรือราว 14 คนโอบ และสูงประมาณ 50 ม. เป็นต้นกระบากที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ 4 กม.เป็นทางรถยนต์ 3 กม. และเป็นทางเดินเท้าลงเขาสูงชันอีกประมาณ 1 กม.

   

เขื่อนภูมิพล

        ตั้งอยู่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นเขื่อนกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่สร้างด้วยคอนกรีต เขื่อนภูมิพลเป็นอ่างเก็บน้ำที่ สามารถจุน้ำได้สูงที่สุด ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนที่มีขนาดใหญ่ และเก็บกักน้ำ ได้มากเป็นอันดับที่ 8 ของโลก ซึ่งสามารถรองรับน้ำ ได้มากกว่า 3,462 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีแม่น้ำสายหลักที่ไหล เข้าสู่เขื่อนภูมิพลคือ แม่น้ำปิง

        เขื่อนภูมิพล เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อที่ว่า “เขื่อนภูมิพลผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ” เนื่องจากทางเขื่อนภูมิพล ได้มีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 8 เครื่องซึ่ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้งหมดใช้พลังน้ำ ในเขื่อนภูมิพลเป็นพลังงานหลัก โดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำทั้ง 8 เครื่อง มีกำลังผลิตไฟฟ้า รวมกันได้มากถึง 743,800 กิโลวัตต์

        สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทาง มาท่องเที่ยวที่จังหวัดตาก ก็ไม่ควรพลาดโอกาส ที่ดีสำหรับการเยี่ยมชมและศึกษาเกี่ยวกับ เขื่อนภูมิพลผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ นอกจากนี้เขื่อนภูมิพล ยังเป็นสถานที่ ท่องเที่ยวสำหรับ การศึกษาธรรมชาติ เขื่อนภูมิพล ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืด และเป็นสถานที่พักผ่อน หย่อนใจได้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยว จะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ชมความงามของทะเลสาบ ล่องแพ ตลอดจนชมวิถีชีวิต ของชาวบ้านในบริเวณใกล้ๆ กับเขื่อนภูมิพล

        สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 055-599093-7 ต่อ 2500, 2501

 

ศาลหลักเมืองสี่มหาราช

        ตั้งอยู่เชิงสะพานกิตติขจร ก่อนเข้าตัวเมืองตาก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เมืองตากเป็นเมืองเก่ามีมาก่อนสมัยกรุงสุโขทัย เป็นเมืองที่มีพระมหาราชเจ้าในอดีตได้เสด็จมาชุมนุมกองทัพที่เมืองตากถึง 4 พระองค์ คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงชนช้างกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแครง แล้วยกทัพกลับราชอาณาจักรไทย โดยเสด็จผ่านดินแดนเมืองตากเป็นแห่งแรก สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงนำทัพไปตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ และได้สร้างวัดพระนารายณ์ ปัจจุบันอยู่ที่เชิงสะพานกิตติขจร และ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตากเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของอดีตมหาราช ทั้งสี่พระองค์ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจังหวัดตาก จึงได้จัดสร้างศาลหลักเมืองสี่มหาราชขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2535

 

วัดพระบรมธาตุ

        อยู่ที่ตำบลเกาะตะเภา อ.บ้านตาก อยู่ห่างจากอ.บ้านตากประมาณ 36 กม. ตามทางหลวงหมายเลข 1107 ประมาณ 35 กม. เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1175 อีกประมาณ 1 กม. จะแลเห็นวัดพระบรมธาตุอยู่ทางซ้ายมือ หรือถ้าใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ตรงกม.ที่ 442 เข้าอ.บ้านตากประมาณ 300 ม. เลี้ยวขวาเข้าตลาดบ้านตากไปจนสุดถนนแล้วเลี้ยวซ้ายผ่านสะพานข้ามแม่ปิงแล้วเลี้ยวขวาผ่านวัดท่านา เลี้ยวซ้ายผ่านวัดทุ่งยั้งไปจนสุดถนน เลี้ยวขวาไปจนสุดทางลาดยางเข้าถนนลูกรังจนถึงสามแยก แล้วแยกซ้ายอีก 200 ม. ถึงวัดพระบรมธาตุ ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ

        วัดพระบรมธาตุ เป็นวัดเก่าแก่ ได้รับการปฏิสังขรณ์หลายครั้งแล้ว ตัวอุโบสถมีประตูเป็นไม้แกะสลักสวยงาม หน้าบันและจั่วเป็นไม้  หน้าต่างแกะเป็นพุทธประวัติปิดทอง หัวบันไดเป็นนาค วิหารของวัดซึ่งเป็นวิหารเก่ามีเพดานสูง 2 ชั้น มีช่องลมอยู่โดยรอบ ทำให้อากาศภายในเย็น วิหารนี้ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีวิหารไม้เก่าแก่ที่มีลายแกะสลักไว้ไห้ชม นับเป็นวัดที่มีคุณค่าทางโบราณคดีมาก

 

วัดมณีบรรพตวรวิหาร

        เป็นวัดหลวงประจำจังหวัด อยู่บนทางหลวงหมายเลข 1 ใกล้โรงพยาบาลตาก ก่อนเข้าตัวเมืองเล็กน้อย วัดมณีบรรพตตั้งอยู่บนเนินเขาลูกย่อมๆ ด้านหลังเป็นเจดีย์ทรงมอญย่อเหลี่ยมไม้ 16 ภายในอุโบสถมีพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทางแก่วัดนี้ และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแสนทอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน หน้าตักกว้าง 30 นิ้ว ชาวบ้านอัญเชิญมาจากวัดร้างแห่งหนึ่งในเขตตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด เมื่อปี พ.ศ. 2473 นับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองตาก

 

ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

         ตั้งอยู่ที่สี่แยกถนนจรดวิถีถ่องตัดกับถนนมหาดไทยบำรุง ใกล้ศาลากลาง-จังหวัด ศาลนี้เดิมอยู่บนดอยวัดเขาแก้วฝั่งตรงข้ามกับตัวเมืองต่อมาในปีพ.ศ. 2490 ชาวเมืองเห็นว่าศาลนั้นไม่สมพระเกียรติจึงช่วยกันสร้างศาลขึ้นใหม่ พร้อมกับให้กรมศิลปากรหล่อ-พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย ในพระราชอิริยาบถที่กำลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ที่ฐานพระ-บรมรูปมีคำจารึกว่า พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราช-สมภพเมื่อ 2277 สวรรคต 2325 "รวม 48 พรรษา" ศาลนี้เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไปและทุกปีในระหว่างวันสิ้นปี และวันปีใหม่จะมีงานฉลองเป็นประเพณี

 

ตรอกบ้านจีน

       ตั้งอยู่ที่ถนนตากสิน ใกล้วัดสีตลาราม ตำบลระแหง เป็นชุมชนการค้าขายที่รุ่งเรืองมากในอดีต โดยมีชาวจีนชื่อ "จีนเต็ง" ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ มาทำการค้าขายไปถึงเชียงใหม่ และได้ขยายกิจการลงมาถึงเมืองตากได้เข้าหุ้นส่วนค้าขายกับพ่อค้าจีนอีกสองคนชื่อ "จีนบุญเย็น" และ "จีนทองอยู่" ต่อมาได้เข้าเกี่ยวพันกับระบบราชการไทยกล่าวคือ "จีนบุญเย็น" ได้รับแต่ตั้งเป็น "หลวงนราพิทักษ์" ปลัดฝ่ายจีนเมืองตาก แล้วได้รับแต่งตั้งให้เป็น "หลวงจิตรจำนงค์วานิช" สังกัดกรมท่าซ้าย ส่วนจีนทองอยู่ได้เป็นหลวงบริรักษ์ประชากรกรมการพิเศษเมืองตาก อากรเต็งและหุ้นส่วนทั้งสองใช้ยี่ห้อการค้าว่า "กิมเซ่งหลี" ห้างกิมเซ่งหลีได้เข้ารับช่วงผูกขาดการจัดเก็บภาษีอาการ ที่เมืองเชียงใหม่จึงได้นำพวกคนจีนเข้ามาอยู่ละแวกบ้านนี้ และได้แต่งงานกับผู้หญิงชาวเมืองตากชื่อ "นางก้อนทอง" มีบุตรชายหนึ่งคนและตั้งบ้านเรือนทำการค้าขายขยายวงขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ 5 "จีนเต็ง" ได้มอบหมายให้ "หลวงบริรักษ์ประชากร" (จีนทองอยู่) เป็นผู้จัดเก็บภาษีฝิ่น อากรสุรา บ่อนเบี้ย และหวย ก.ข. จนกระทั่ง พ.ศ. 2452 รัฐบาลเริ่มเข้ามาจัดเก็บเอง

        ภายหลังละแวกหมู่บ้านนี้จึงมีแต่ลูกหลานจีนดำเนินการค้าขาย ปลูกบ้าน ร้านค้า เริ่มมีถนนหนทางแต่เป็นเพียงทางเดินเท้า ร้านค้าจะมีของขายทุกอย่าง ในซอยตรอกบ้านจีนจะมุงหลังคาบ้านชนกัน จึงเป็นที่ร่มใช้เดินถึงกันได้ตลอด มีร้านขายถ้วยชาม ร้านผ้า ร้านหนังสือเรียน ร้านเครื่องอัฐบริขารในการบวชพระ สถานที่ควรพูดถึงในสมัยนั้น คือ สะพานทองข้ามปากคลองน้อยซึ่ง "คุณย่าทอง ทองมา" เป็นผู้สร้างเสาโทรเลขซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกว่า "เสาสูง" ต่อมามีการปกครองในระบอบประขาธิไตย "นายหมัง สายชุ่มอินทร์" ได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรคนแรก ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในละแวกนั้น ตรอกบ้านจีนในสมัยนั้นมี 3 หมู่บ้าน หมู่บ้านเสาสูง หมู่บ้านปากครองน้อย หมู่บ้านบ้านจีน ต่อมาปี 2495 ทางเทศบาลได้รื้อสะพานทองและถมเป็นถนน เริ่มมีรถยนต์ใช้และหมู่บ้านก็เริ่มกั้นเขตแดนล้อมรั้ว ปี 2497 มีรถยนต์เล็กๆ วิ่งเข้าออกได้ ตรอกบ้านจีนเริ่มซบเซาลงหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี 2484 ร้านค้าเปิดอพยพไปอยู่ที่อื่นเมื่อ สงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง การค้าขายจึงได้ขยายขึ้นไปทางทิศเหนือ ปัจจุบันบ้านจีนจึงเหลือแต่บ้านเก่าๆ ซึ่งยังคงลักษณะของสถาปัตยกรรมเดิมไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ เหมาะสำหรับเดินทางเที่ยวชมสภาพบ้านเรือนโดยรอบและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชุมชนตรอกบ้านจีน

 

วัดเขาถ้ำ

         ตั้งอยู่ที่บ้านแพะ ถนนพหลโยธิน ตำบลไม้งาม แยกขวาจากทางหลวงหมายเลข 1 ตรงกิโลเมตรที่ 423 เข้าไปตามถนนประมาณ 900 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2437 วัดเขาถ้ำนี้มีหินที่เป็นธรรมชาติวางเรียงรายเป็นชั้นสลับซับซ้อนกัน ทางเข้าถ้ำเป็นเขาสูงประมาณ 70 เมตร ภายในวัดเขาถ้ำมีรอยพระพุทธบาทจำลอง พระสังกัจจายน์ เจ้าแม่กวนอิม และหลวงพ่อทันใจประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปที่ปั้นด้วยปูนเสร็จภายในหนึ่งวัน บนยอดเขามีเจดีย์ตั้งอยู่ และสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองตากได้ และทุก ๆ ปี หลังวันสงกรานต์จะมีการจัดงานประเพณี “ขึ้นวัดเขาถ้ำ” โดยมีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ของไทย และสรงน้ำพระพุทธบาทจำลอง

 

อุทยานแห่งชาติลานสาง

         ตั้งอยู่ในท้องที่บ้านลานสาง ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง มีอาณาเขตทิศเหนือ จดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 ทิศใต้จดอำเภอแม่สอด ตามแนวสันปันน้ำ เทือกเขาถนนธงชัย และคลองห้วยทราย ทิศตะวันออกจดทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1108 และทิศตะวันตกจดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 และเขตอำเภอแม่สอด ตามแนวสันปันน้ำ เทือกเขาถนนธงชัย มีพื้นที่ประมาณ 104 ตรกม.. หรือ 65,000 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2522

         ตามตำนานโบราณเล่ากันว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เสด็จยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 ได้ทรงหยุดพักพลที่บ้านระแหง แขวงเมืองตาก มีชาวมอญเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วยเป็นจำนวนมากทหารพม่าจึงติดตามเข้ามา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เสด็จยกทัพไปขับไล่ และพลัดหลงกับกองทัพประจวบกับเป็นเวลากลางคืน และสภาพพื้นที่เป็นป่าเขารกทึบ ยากแก่การติดตาม กองทัพไทยจึงหยุดพักขณะที่พักกันอยู่นั้นได้เกิดมีแสงสว่างพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า และได้ยินเสียงม้าศึกร้อง จึงรีบพากันไปยังจุดนั้นก็พบสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีประทับอยู่กลางลานหิน มีแสงสว่างออกมาจากพระวรกาย มีทหารพม่าคุกเข่าหมอบอยู่โดยรอบ และขณะนั้นเป็นเวลาฟ้าสางพอดี จึงเรียกบริเวณนั้นว่า "ลานสาง" และสถานที่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีประทับม้า ก็ยังคงอยู่ในปัจจุบัน ในบริเวณชั้นน้ำตกที่ 2 บริเวณลานหินจะมีรอยเกือกม้าของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีอยู่ด้วย

 

สถานที่น่าสนใจในอุทยาน

 

ผาลาด

       อยู่ห่างจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 105 เข้ามาตามถนนลาดยางที่แยกไปที่ทำการประมาณ 1 กม. มีลักษณะเป็นแผ่นหิน มีความลาดชันเล็กน้อย ขนาดกว้างประมาณ 25 ม. ยาวประมาณ 40 ม. เป็นท้องน้ำของกระแสน้ำของลำห้วยลานสางที่ไหลบ่าไปตามแผ่นหิน แล้วรวมตัวไหลลงแอ่งเล็ก ๆ

 

น้ำตกลานเลี้ยงม้า (น้ำตกชั้นที่ 1)

        อยู่ตอนต้นของลำห้วยลานสาง ถัดขึ้นไปจากผาลาดประมาณ 200 ม. มีลักษณะเป็นเนินหินเตี้ย ๆ ตรงกลางเว้าเป็นช่องว่าง กว้างประมาณ 6 ม. กระแสน้ำที่ไหลมาตามลำห้วยลานสางเมื่อไหลมาถึงเนินหินเตี้ย ๆ น้ำจะไหลเข้ามาตามช่องหิน น้ำจะถูกบีบจนมีระดับสูงขึ้น พุ่งผ่านยอดน้ำตกด้วยกำลังแรงและไหลผ่านลงสู่พื้นเบื้องล่าง น้ำตกชั้นนี้มีความสูงประมาณ 10 ม.

 

น้ำตกลานสาง (น้ำตกชั้นที่ 2)

        อยู่ตอนต้นของห้วยลานสาง ถัดขึ้นไปจากน้ำตกลานเลี้ยงม้าประมาณ 2 กม. ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตามทางเดินระยะทาง 100 ม. เป็นน้ำตกชั้นที่มีผู้นิยมไปท่องเที่ยวมากที่สุด มีความสูงประมาณ 40 ม. น้ำตกจะไหลพุ่งออกมาจากซอกเขาแล้วไหลลดหลั่นลงมา 3 ชั้น รวมตัวลงสู่แอ่งน้ำ และไหลลงสู่น้ำตกลานเลี้ยงม้า

 

น้ำตกผาผึ้ง (น้ำตกชั้นที่ 3)

        อยู่ตอนต้นของห้วยลานสางสูงขึ้นไปตามซอกเขา ห่างจากน้ำตกลานสางตามทางเดินประมาณ 600 ม. มีลักษณะเป็นหน้าผาเรียบ ๆ ลาดชันประมาณ 70 องศา สูงประมาณ 30 ม. น้ำห้วยลานสางเมื่อไหลมาถึงยอดน้ำตกจะไหลบ่าแผ่กระจายไปตามหน้าผา เป็นบริเวณกว้างลงสู่แอ่งน้ำตก

 

น้ำตกผาเท (น้ำตกชั้นที่ 4)

       อยู่สูงขึ้นไปตามลำห้วย ห่างจากน้ำตกผาผึ้งตามทางเดินประมาณ 1.4 กม. มีลักษณะเป็นหน้าผาชันดิ่ง สูงประมาณ 25 ม. เมื่อน้ำห้วยลานสางที่ไหลมาตามซอกเขาด้วยความเร็วมาถึงยอดหน้าผา ซึ่งเป็นท้องน้ำตกที่มีการลดระดับต่ำลงอย่างรวดเร็ว น้ำจะพุ่งพ้นยอดผาเป็นสาย ลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่างด้วยความแรง จนน้ำกระจายเป็นฝอย ทำให้เกิดเสียงดังครืนๆ ได้ยินแต่ไกล

            

น้ำตกผาเงิน

       เป็นน้ำตกที่เกิดจากห้วยผาเงิน น้ำตกห้วยผาเงินจะไหลลงสู่ห้วยลานสางตรงบริเวณใกล้ๆ กับน้ำตกลานสาง น้ำตกผาเงินมีความสูงประมาณ 19 ม. น้ำตกแห่งนี้จะมีน้ำไหลเฉพาะฤดูฝนและฤดูหนาวความงามของน้ำตกแห่งนี้อยู่ที่ผาเงิน ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชันเป็นหลืบเหลี่ยม บางตอนก็มีหินงอกหินย้อยที่มีความสวยงามมาก

 

น้ำตกผาน้ำย้อย

       อยู่สูงขึ้นไปตามลำห้วยลานสาง ห่างจากน้ำตกผาผึ้งประมาณ 100 ม. มีลักษณะเป็นซอกผาแคบ ๆ จึงบีบลำห้วยลานสางให้เล็กลง ทำให้กระแสน้ำไหลผ่านด้วยความเร็วพุ่งลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง น้ำตกนี้มีความสูงประมาณ 8 ม.

 

พิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

       ตั้งอยู่ในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ตาก ตามทางหลวงหมายเลข 105 สายตาก-แม่สอด ห่างจากศาลากลางจังหวัดตาก 12 กม. เป็นสถานที่รวบรวมศิลปวัฒนธรรมของภาคต่างๆ และชาวเขา 6 เผ่า ได้แก่ แม้ว ลีซอ มูเซอ เย้า กะเหรี่ยง และอีก้อ จัดเป็นนิทรรศการแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่า สถานที่ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งได้แก่สวนผีเสื้อ จัดทำเป็นกรงขนาดใหญ่มีผีเสื้อพันธุ์ต่างๆ มากมาย

 

ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา (ดอยมูเซอ)

         ตำบลพะวอ อำเภอแม่สอด อยู่ในความดูแลของกรมประชาสงเคราะห์ การเดินทาง จากทางหลวงหมายเลข 105 ถึงบริเวณกม.ที่ 25 - 26 จะมีทางลูกรังแยกซ้ายเลียบไปตามไหล่เขาอีก 3 กม. เป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลกว่า 800 ฟุต อาณาบริเวณของดอยมูเซอ เริ่มตั้งแต่กม.ที่ 25-26 มีเนื้อที่ทั้งหมด 26,500 ไร่ ชาวเขาที่อาศัยอยู่ดอยมูเซอ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ แม้ว และลีซอ และชาวเขาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ล้วนแต่อพยพมาจากมณฑลทางตอนใต้ของประเทศจีน และเมืองปัน ในเขตรัฐฉานของพม่า รวมทั้งเขตเชียงตุงด้วย ภาษาที่พูดจึงมีทั้งภาษาจีน-ธิเบต-พม่า ผสมกัน ไม่มีภาษาเขียน โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายมักจะพูดได้หลายภาษากว่าผู้หญิง อาชีพของชาวเขาเหล่านี้ ได้แก่ การเพาะปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ข้าว ฝิ่น มีการเลี้ยงสัตว์บ้าง เช่น หมู ไก่ ทุกปีชาวเขาแต่ละเผ่าจะจัดงานรับวันปีใหม่ขึ้น โดยมีหมอผีประจำหมู่บ้านเป็นผู้กำหนดวัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ชาวเขาแต่ละเผ่าอาจจะจัดงานนี้ไม่พร้อมกันก็ได้ แต่ช่วงที่มักจะจัดงานนี้ได้แก่ ช่วงเทศกาลตรุษจีนส่วนระยะเวลาของการจัดงานขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตที่ได้ในปีที่แล้วว่าดีหรือไม่ ถ้าผลผลิตดีก็อาจจะจัดงานได้หลายวัน แต่ถ้าผลผลิตไม่ดีก็จะจัดงานเพียงสามวันเท่านั้น

         ชาวเขาเผ่าที่น่าสนใจ ได้แก่ เผ่ามูเซอดำ ชาวเขาเผ่านี้นับถือผีกันมาก เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีเหย้าผีเรือน ผีประจำหมู่บ้าน ทั้งหญิงทั้งชายต่างมีอิสระในการเลือกคู่ครองไม่มีการบังคับ แต่สำหรับคนที่แต่งงานแล้วจะทำตัวอย่างหนุ่มสาวไม่ได้ มิฉะนั้นทั้งคู่จะต้องเสียค่าปรับให้แก่หมอผี ในงาน "กินวอ" หรืองานวันขึ้นปีใหม่นี้ มูเซอดำทุกคนจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่มีการจุดประทัด ยิงปืน (แก็ป) เป่าแคน ดีดซึงในวงเต้นรำ และเป็นการต้อนรับคนต่างถิ่น และชาวเขาเผ่าอื่นๆ ที่เข้าไปดูงาน "กินวอ" ด้วย การเต้นรำของเผ่ามูเซอ เรียกว่า "จะคึ" จะเต้นกันตลอดทั้งวันทั้งคืนผลัดเปลี่ยนกันเต้นอยู่ตลอดเวลาไม่ให้เสียงกระทืบเท้าขาดหายไปจนกว่างานจะเลิก ในช่วงที่มีงานนี้ทุกคนจะหยุดทำงาน ถ้าใครทำจะถูกปรับ ยกเว้นงานกรีดยางฝิ่นเท่านั้น และสิ่งที่ทุกคนต้องทำคือ การออกเดินทางไปเยี่ยมญาติที่หมู่บ้านอื่น แม้ว่าจะไกลหรือใกล้ก็ตามงาน "กินวอ" นี้ จะมีการเลี้ยงผีและฆ่าหมูเลี้ยงผีกันทุกวันจนกว่างานจะเลิก สิ่งที่ห้ามอีกอย่างหนึ่ง คือ การดื่มสุราในระหว่างที่มีงาน ยกเว้นคนต่างถิ่น แต่ไม่ห้ามดื่มเหล้าข้าวโพดอีกเผ่าหนึ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ เผ่าลีซอ บ้านของชาวเขาเผ่าลีซอจะปลูกติดดิน ในบ้านจะแบ่งเป็นห้อง ๆ ผิดกับบ้านของชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ที่โล่งไม่กั้นห้องไว้เป็นสัดส่วน ชาวเขาเผ่านี้นับถือผีเช่นเดียวกับเผ่าอื่น ๆ ต้องให้หัวหน้าครอบครัวบูชาผีทุกวัน ผีหลวงเป็นผีที่ชาวลีซอกลัวที่สุด จะปลูกศาลปักธงหางว่าวมีรั้วรอบขอบชิดไว้บูชาบนยอดดอยสูง เชื่อกันว่า ผีหลวงเป็นผีที่ดุร้าย ถ้าทำให้โกรธจะบันดาลให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรือไม่ก็ผลักก้อนหินใส่หมู่บ้าน ส่วนผีอีกอย่างหนึ่ง คือ ผีเมือง เชื่อว่าไม่ดุร้าย คอยปกป้องกันภัยให้ ดังนั้นในงานวันขึ้นปีใหม่วันแรกของชาวเขาเผ่าลีซอจะเซ่นไหว้ผีหลวง ผีเมือง ผีบรรพบุรุษ ตอนบ่ายมีพิธีเต้นรำคล้าย ๆ กับการเต้น "จะคึ" ของเผ่ามูเซอดำ แต่นุ่มนวลกว่า ในงานวันขึ้นปีใหม่มักจะเป็นงาน ที่หนุ่มสาวมีโอกาสได้เลือกคู่กันไปโดยปริยาย แต่ถ้าปีใดเกิดสุริยคราสแล้วถือว่าเป็นนิมิตร้าย งานแต่งงาน ที่จะจัดขึ้นต้องยกเลิกทั้งหมด

 

สถานีทดลองพืชสวนดอยมูเซอ

        ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา เป็นสถานที่ทดลองวิจัยเมล็ดพันธุ์กาแฟ ชา ผลไม้ ไม้ ผักต่างๆ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม นักท่องเที่ยวจะได้ชมดอกบัวตองบนเทือกเขาซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีทดลองพืชสวนซึ่งจะบานสะพรั่งเต็มที่

 

ศาลเจ้าพ่อพะวอ

        ตั้งอยู่บนเนินเขาพะวอบนถนนสายตาก-แม่สอดบริเวณกม.ที่ ๖๒-๖๓ ศาลนี้เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมือตากและแม่สอดมาก เล่ากันว่าท่านเป็นนักรบชาวกะเหรี่ยง สมเด็จพระนเรศวรทรงแต่งตั้งให้เป็นนายด่านอยู่ที่ด่านแม่ละเมา เพื่อคอยป้องข้าศึกมิให้ข้ามเข้ามาได้ เดิมทีศาลเจ้าพ่อพะวออยู่อีกด้านหนึ่งของเขา แต่เมื่อตัดถนนไปทางใหม่จึงได้มาสร้างศาลขึ้นใหม่ มีผู้เล่าว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าใครไปล่าสัตว์ในบริเวณเขาพะวอแล้วมักจะเกิดเหตุต่างๆ เช่นรถเสีย เจ็บป่วย หรือหลงทางและเพราะเหตุที่เจ้าพ่อพะวอเป็นนักรบจึงชอบเสียงปืน ผู้ที่เดินทางผ่านนิยมยิงปืนถวายท่านเป็นการแสดงความเคารพ หรือมิฉะนั้นก็จะจุดประทัดหรือบีบแตรรถถวาย

 

เนินพิศวง

        มีลักษณะเป็นทางขึ้นเนินอยู่ถนนสายตาก-แม่สอด ตรงหลักกม.ที่ 68 มีความแปลกคือ เมื่อนำรถไปจอดไว้ตรงทางขึ้นเนินโดยไม่ติดเครื่องรถจะไหลขึ้นไปเองมี นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์พบว่าเกิดจากภาพลวงตา เนื่องจากได้มีการวัดระดับความสูงของเนินลูกนี้แล้ว ปรากฎว่าช่วงที่มองเห็นเป็นที่สูงนั้นมีระดับความสูงต่ำกว่าช่วงที่เห็นเป็นทางขึ้นเนิน ดังนั้นรถที่เรามองเห็นไหลขึ้นนั้นที่จริงไหลลงสู่ที่ต่ำกว่าแต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าเหตุใดจึงมองเห็นเป็นภาพลวงตาเช่นนั้นได้

 

ศาลเจ้าพ่อขุนสามชน

       อยู่ทางขวามือริมทางสายตาก-แม่สอด ตรงหลักกม.ที่ ๗๑-๗๒ เป็นศาลเจ้าริมทางลักษณะเดียวกับศาลเจ้าพ่อพะวอศาลนี้เพิ่งสร้างเสร็จ และทำพิธีเปิดเมื่อปลายปี 2523 เหตุที่สร้างศาลนี้เล่ากันว่ามีคหบดีผู้หนึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคอัมพาตมาช้านานแล้วได้ฝันว่ามีผู้มาบอกให้สร้างศาลเจ้าพ่อขุนสามชนขึ้นตรงบริเวณที่เป็นศาลปัจจุบัน คหบดีผู้นั้นจึงสร้างศาลขึ้นถวายเรียกว่าศาลเจ้าพ่อขุนสามชน นับแต่นั้นมาอาการของคหบดีผู้นั้นก็เป็นปกติ ชาวบ้านจึงให้ความเคารพนับถือศาลนี้มาก

 

วัดชุมพลคีรี

       ตั้งอยู่ในตัวอำเภอแม่สอด เป็นวัดเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ภายในประดิษฐานเจดีย์สร้างใหม่ซึ่งจำลองแบบมาจากเจดีย์ชเวดากองของพม่าภายในโบสถ์ประดิษฐาน พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย ส่วนในวิหารเป็นที่เก็บกลองโบราณอายุกว่า 200 ปี

 

แม่น้ำเมย

        (พม่าเรียกแม่น้ำต่องยิน) จากตัวอำเภอแม่สอดไปทางตะวันตกตามทางหลวงหมายเลข 105 ประมาณ 6 กม. สุดเขตแดนไทยจะถึงแม่น้ำเมย ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดนไทยกับพม่า แม่น้ำสายนี้น้ำไหลขึ้นมิได้ไหลล่องเช่นแม่น้ำโดยทั่วไป แม่น้ำเมยมีต้นน้ำอยู่ที่ตำบลพบพระ อำเภอแม่สอด แล้วไหลผ่านอำเภอแม่ระมาด ท่าสองยาง ตลอดถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนบรรจบกับแม่น้ำสาละวินแล้วไหลเข้าในเขตพม่าลงอ่าวมะตะบัน น้ำในลำแม่น้ำเมยจะมีน้อยมากในฤดูร้อน

 

ตลาดริมเมย

        เป็นชุมชนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมย ตรงข้ามกับอำเภอเมียวดีของสหภาพพม่า เป็นตลาดค้าขายสินค้าพื้นเมืองมากมายทั้งของไทยและพม่า เช่น หน่อไม้แห้ง ปลาแห้ง ปลาหัวยุ่ง เห็ดหอม ถั่วเครื่องหนัง ผ้าซาติน ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดการค้าอัญมณี เช่น หยก ทับทิม และพลอยสีจากพม่านักท่องเที่ยวชาวไทยที่ประสงค์จะข้ามไปยังประเทศพม่าต้อง ทำหนังผ่านแดนชั่วคราว โดยนำบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นๆ ที่ทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา 1 ชุด และรูปถ่ายติดบัตร 2 รูป พร้อมค่าผ่านแดนคนละ 20 บาท ไปที่สำนักงานออกบัตรของอำเภอแม่สอด และเมื่อข้ามผ่านแดนไปแล้วจะต้องเสียค่าผ่านแดนที่ฝั่งพม่าอีกคนละ 10 บาท เวลาผ่านแดน ปกติเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ห้ามนำกล้องถ่ายรูปเข้าไปด้วย

       นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวสามารถข้ามไปเมียวดีได้ โดยนั่งเรือข้ามฟากที่มีบริการตั้งแต่ 07.00-17.30 น. เมื่อถึงฝั่งพม่าจะต้องเสียค่าเหยียบแผ่นดินคนละ 15 บาท

 

คอกช้างเผือก

       ตั้งอยู่เขตบ้านท่าอาจ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก การเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 105 ก่อนถึงตลาดริมเมยประมาณ 1 กม. เลี้ยวขวาผ่านหน้าวัดไทยวัฒนารามตามทางลาดยางประมาณ 2 กม. จะพบทางแยกซ้ายมือประมาณ 100 ม. จะพบโบราณสถานคอกช้างเผือก หรือเพนียดช้าง ทำเป็นกำแพงก่อด้วยอิฐมอญ มีความสูงประมาณ 1 ม.เศษ กว้างประมาณ 25 ม. ยาวประมาณ 80 ม. ปากทางเข้าของเพนียดอยู่ติดเชิงเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออก กำแพงเพนียดที่ปิดกั้นคล้ายรูปขวดหมึกหันหลังให้กับแม่น้ำเมยด้านตะวันตก

       ประวัติตามตำนานเล่าว่าเมื่อครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พงศาวดารกล่าวว่า มะกะโท (คนเลี้ยงช้าง) เป็นชาวมอญได้เข้ารับราชการเป็นขุนวัง ได้ลักพาตัวพระราชธิดาของพ่อขุนรามคำแห่งหนีไปอยู่กรุงหงสาวดี ต่อมาได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่าพระเจ้าฟ้ารั่ว เมืองตากเป็นชานเมืองของกรุงสุโขทัย ได้มีช้างเผือกอาละวาดพ่อขุนรามคำแหงทรงทราบ พระองค์ทรงประกอบพิธีเสี่ยงทายและทรงเสี่ยงสัตย์อธิษฐานว่า หากช้างเผือกเชือกนี้เป็นช้างคู่บุญบารมีกษัตริย์นครใดก็ขอให้บ่ายหน้าไปทางทิศนั้น สิ้นคำอธิษฐาน ช้างเผือกเปล่งเสียงร้องกึกก้องพร้อมบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก พ่อขุนรามคำแหงทราบทันทีว่าเป็นช้างเผือกคุ่บุญบารมีของพระเจ้าฟ้ารั่ว จึงให้ทหารนำสาส์นไปแจ้งว่าจะนำช้างมามอบให้ ทหารที่ติดตามช้างเผือกมาจนถึงบริเวณเชิงเขาจึงนำเพนียดล้อมเอาไว้ และได้ทำพิธีมอบช้างให้กับพระเจ้าฟ้ารั่ว ณ ที่แห่งนี้ 

 

พระธาตุหินกิ่วที่ดอยดินจี่

       ตั้งอยู่เขตบ้านวังตะเคียน การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับคอกช้างเผือก ผ่านหมู่บ้านท่าอาจ และหมู่บ้านวังตะเคียนไปก็จะพบทางแยกขวามือที่ศาลาพักร้อน มีป้ายบอก พระธาตุหินกิ่ว 3 กม. พระธาตุหรือเจดีย์หินกิ่วเป็นความมหัศจรรย์จากธรรมชาติ คือก้อนหินมหึมาที่มีความสวยน่าทึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนผาเป็นหินที่กิ่วคอดเหมือนจะขาดออกจากกันบนหินนั้น มีเจดีย์ทรงมอญสร้างไว้มีขนาดพอดีกับหิน นับเป็นสิ่งที่ปรากฏการณ์จากธรรมชาติและศักดิ์สิทธิ์ ชาวจังหวัดตากและใกล้เคียงหลังไหลมากราบไหว้เสมอ เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกๆ ปี จะมีงานเทศกาลนมัสการพระธาตุหินกิ่ว ชาวบ้านจะเรียกหินมหัศจรรย์นี้ว่า เจดีย์หินพระอินทร์แขวน

 

น้ำตกพาเจริญ

       อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 1090 บริเวณกม.ที่ 36-37 มีทางลูกรังแยกซ้ายมือเข้าไปอีก 700 ม. จะถึงตัวน้ำตกซึ่งอยู่ในเขตของหมู่บ้านพาเจริญ น้ำตกนี้จึงได้ชื่อว่า น้ำตกพาเจริญ ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ นับรวมได้ถึง 97 ขั้น เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในละแวกนั้นบริเวณน้ำตกมีลานจอดรถกว้างขวาง

 

น้ำตกนางครวญ

        เดินทางไปตามหลวงสาย 1090 ถึงกม.ที่ 26 มีทางแยกขวามือเข้าอำเภอพบพระตามทางหลวงหมายเลข 1206 น้ำตกนางครวญอยู่ริมสะพานคอนกรีตด้านขวามือ บริเวณกม.ที่ 12 ก่อนถึงอำเภอพบพระเล็กน้อย เดิมชื่อน้ำตกเพอะพะ ต่อมาเปลี่ยนมาเป็นน้ำตกพบพระและเปลี่ยนเป็นชื่อน้ำตกนางครวญ เป็นน้ำตกขนาดกลางลดหลั่นลงไปเป็นชั้นเล็กๆ ท่ามกลางป่าเบื้องล่างกระแสน้ำไหลแรง มีต้นน้ำมาจากลำคลองเล็กๆ ริมทองนาข้างทาง ทางการได้ตัดถนนผ่านตัวน้ำตกจึงแลดูเป็นน้ำตกเล็กๆ ริมถนน แต่ก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวควรแวะพักก่อนเดินทางเข้าไปชมชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในเขตอำเภอพบพระ

 

ดอยหัวหมด

      อยู่ในเขตอุ้มผาง อยู่ห่างจาก อ.แม่สอด ลงไปทางใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 1090 ประมาณ 163 กม. เป็นภูเขาที่เป็นแนวยาวหลายลูกติดต่อกัน บนภูเขานี้จะไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น แต่จะมีต้นหญ้าเตี้ย ขึ้นอยู่ทั่วไป รวมทั้งโขดหินเป็นระยะ มองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นเหมือนพรมสีเขียวแซมด้วยโขดหินและต้นไม้และดอกไม้เป็นแห่ง หากขึ้นไปบนยอดเขาจะมองเห็นบ้านอุ้มผางและทิวเขาสลับซับซ้อนกันโดยรอง ทิวทัศน์ สวยงามมาก เหมาะที่จะดูพระอาทิตยนึ้น และทะเลหมอกในยามเช้าและดูพระอาทิตย์ตกในยามเย็นการเดินทางไปดอยหัวหมดให้ใช้เส้นทางอุ้มผาง-บ้านปะละทะ ประมาณ 10 กม. มีจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ดังกล่าวได้สวยงาม 2 จุด คือ 1. บริเวณกม. ที่ 9 โดยต้องเดินขึ้นภูเขาอีกประมาณ 20 นาที 2. บริเวณ กม.ที่ 10 มีทางแยกซ้ายไปลานจอดรถและเดินเท้าอีก 5 นาที ควรไปถึงดอยหัวหมดก่อนพระอาทิตย์นึ้ราว 5.00-6.00 น. อากาศบนดอยค่อนข้างเย็น มีลมพัดอยู่ตลอดเวลา

 

ถ้ำตะโค๊ะบิ

      อยู่ในเขตบ้านแม่กลองใหม่ ออกจากอุ้มผางใช้เส้นทางสายอุ้มผาง-แม่กลองใหม่ พอถึง กม. 7 มีทางเล็ก เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 1 กม. ถึงบริเวณหน้าถ้ำ ลักษณะถ้ามีทางเดินลงไปเป็นชั้น ข้างในจะมีทางแยกหลายทางเป็นถ้ำขนาดใหญ่ เพดานถ้ำสูง ทางเดินกว้างขวางไม่มีกลิ่นอับ อากาศโปร่ง มีหินงอกหินย้อยสวยงาม ความลึกของถ้ำประมาณ 3 กม.

 

น้ำตกทีลอซู 

       เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในประเทศไทย และติด 1 ใน 10 ของเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงชันมาก น้ำไหลแรงตลอดปี อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ห่างจากที่ทำการเขตประมาณ 3 กม. เนื่องจากการเดินทางไปชมน้ำตกแต่ละชั้นบางครั้งต้องเดินผ่านสายน้ำตกแต่ละชั้น จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

       การเดินทางไปน้ำตกทีลอซู สามารถทำได้ทั้งทางรถยนตและการล่องแพ เส้นทางรถยนต์นั้นให้ใช้เส้นทางอุ้มผาง-แม่กลองใหม่ ถึง กม.ที่ 20 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางอีกประมาณ 26 กม. ทางช่วงนี้เป็นทางลำลอง จะต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น และในฤดูฝนรถอาจเข้าไม่ได้ หรืออาจติดต่อ บริษัททัวร์ในการจัดล่องแพในอำเภออุ้มผาง ซึ่งมักจะรวมโปรแกรมเที่ยวน้ำตกทีลอซูอยู่ด้วย

 

หมู่บ้านกระเหรี่ยงปะละทะ

        จากอุ้มผางเดินทางไปทางทิศใต้ตามเส้นทางอุ้มผาง-ปะละทะ ประมาณ 27 กม. (เส้นทางเดียวกับไปดอยหัวหมด) จะถึงหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนา มีไฟฟ้าใช้ มีสถานีอนามัยและโรงเรียน ชาวกะเหรี่ยงที่นี่ยังนิยมการแต่งกายแบบวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง มีการจัดชุมชนเป็นระเบียบแต่ละบ้านจะมีหูกทอผ้า และเลี้ยงสัตว์เช่น หมู และไก่ สำหรับใช้เป็นอาหาร

 

ถ้ำแม่อุสุ

       อยู่ในเขตวนอุทยานถ้ำแม่อุสุ หมู่่ 4 บ้านมีโนะโคะ อยู่ห่างจากที่ว่าการอ.ท่าสองยางไปทางเหนือประมาณ 12 กม. บนเส้นทางสายแม่สอด-แม่สะเรียง (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1085) เลย กม.ที่ 94 เล็กน้อย จะมีทางแยกซ้ายมือ เข้าถนนลูกรังอีกประมาณ 1 กม.

       ถ้ำแม่อุสุเป็นถ้ำที่กว้างใหญ่ มีเพดานถ้ำสูง อากาศโปร่งและไม่มืดนัก มีลำห้วยแม่อุสุไหลผ่าน เมื่อจะเข้าถ้ำนี้จะต้องเดินลุยน้ำห้วยแม่อุสุเข้าไป น้ำใสเย็นสูงเสมอเข่าและไหลแรง ถ้าในฤดูฝนระดับน้ำจะสูงมากภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อย สวยงามมาก ทางด้านตะวันตกมีโพรงหินขนาดใหญ่ ในตอนบ่ายจะมีแสงแดดส่องเข้ามาเป็นลำ ทำให้ถ้ำดูสวยงามยิ่งขึ้น ทางเดินในถ้ำไม่ลำบากนัก แม้ว่าจะต้องปีนขึ้นไปบนโขดหินก้อนใหญ่ บ้างก็ตาม ทางไม่ลื่นและยิ่งขึ้นไปสูงเท่าไรก็ยิ่งสวยงามมากขึ้น หากมีเวลาจะปีนทะลุโพรงหินนั้นขึ้นไปอีกก็ยังได้ เมื่อเดินเข้าไปในถ้ำสักระยะหนึ่งแล้วหันกลับมาดูทางเข้า จะเห็นภาพลำห้วยที่ไหลคดเคี้ยวออกจากถ้ำที่มืด ไปสู่ปากถ้ำที่สว่างและมีแนวหลังเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวสวยงามมาก

 

เจดีย์ยุทธหัตถี

        หรือ เจดีย์เฉลิมพระเกียรติพระเจ้ารามคำแหงมหาราช ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า เจดีย์ชนช้าง ตั้งอยู่บนดอยช้าง ตำบลเกาะตะเภา อ.บ้านตาก ดอยช้างเป็นเนินดินเล็ก  อยู่ทางเหนือของดอยพระธาตุไปเล็กน้อย เจดีย์นี้เป็นโบราณสถาน มีอายุอยู่ในสมัยกรุงสุโขทัยรวม 700 ปีเศษ องค์เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่เยื้องกับวัดพระบรมธาตุประมาณ 200 ม.

        ลักษณะของเจดีย์ยุทธหัตถี เป็นศิลปะแบบสุโขทัยคล้ายกับองค์อื่น ทั่วไปในเมืองสุโขทัย ก่ออิฐถือปูนฐานกว้าง 12 ม. เป็นเรือนธาตุรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขึ้นไปสูง 16 ม. เหนือเรือนธาตุทำเป็นลำสี่เหลี่ยมย่อมุมตลอดถึงยอดที่เป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ยอดสุดมีฉัตร มีร่องรอยการซ่อมแซมตลอดมา แต่ไม่เสียทรงเดิม ฐานพุ่มมีลายปั้นเป็นรูปหน้าสิงห์สวยงาม หน้าสิงห์บ้านทิศเหนือยังสมบูรณ์บ้านอื่น ชำรุดและมีรอยซ่อม องค์เจดีย์ส่วนใหญ่มีคราบตะไคร่น้ำจับอยู่ทั่วไป จะมีการขุดแต่งหรือถากถางสถานที่ก็ต่อเมื่อใกล้วันจะมีงานเทศกาล ซึ่งเป็นงานเดียวกับงานไหว้พระธาตุบ้านตาก

        สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี ในหนังสืออธิบายระยะทางล่องลำน้ำปิงว่า ...."มีพระเจดีย์องค์หนึ่งบนดอยช้างเหนือดอยพระธาตุ เรียกว่า พระปรางค์  แต่ที่จริงเป็นพระเจดีย์แบบสุโขทัย เหมือนพระเจดีย์องค์กลางที่วัดเจดีย์เจ็ดแถวเมืองศรีสัชนาลัย และพระเจดีย์ที่วัดกระพังเงิน ในเมืองสุโขทัย พระเจดีย์รูปนี้ที่วัดพระธาตุเมืองกำแพงเพชรก็มีอีกองค์หนึ่ง เข้าใจว่าเป็นฝีมือช่างครั้งกรุงสุโขทัยสร้างไว้ ขนาดสูงตลอดยอดประมาณ 20 วา มีผู้ซ่อมแต่ซ่อมดีไม่แก้รูปเดิม ลายหน้าราหูยังปรากฏอยู่ พระเจดีย์องค์นี้สร้างบนยอดดอยที่ต่ำกว่าดอยที่สร้างพระธาตุ ควรเข้าใจว่าสร้างที่หลังพระธาตุในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมีเรื่องปรากฏว่า เมื่อครั้งพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ อันเป็นวงศ์พระร่วงครองกรุงสุโขทัยนั้น ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด เข้ามาตีเมือง พ่อขุนศรีอินทราทิตย์แตกทัพ พ่อขุนรามคำแหงผู้ราชบุตรเข้าชนช้างกับขุนสามชนจนมีชัยชนะ ข้าศึกแตกพ่ายไป น่าสันนิษฐานว่าพระเจดีย์องค์นี้จะสร้างเป็นของเฉลิมพระเกียรติเรื่องชนช้างคราวนั้น แต่พระเจ้ารามคำแหงจะสร้างเองหรือจะสร้างในรัชกาลหลังมาไม่มีเค้าเงื่อนจะรู้ได้แน่นอน

 

ดอยม่อนกระทิง

      เป็นสถานที่สวยงามด้วยป่าเขาและสายธารหมอกในยามเช้า และยังมีสัตว์ป่าต่างๆ เช่น กวาง ละมั่ง นก ฯลฯ การเดินทางไปดอยม่อนกระทิง จาก อ.แม่สอด เลี้ยวขวาตามทางหลวงหมายเลข 105 ผ่าน อ.แม่ระมาด อ.ท่าสองยาง มุ่งไปทางอำเภอแม่สะเรียง ประมาณ 114 กม. จะมีทางแยกขวามือที่จุดตรวจแม่สลิด เป็นทางที่จะตัดสู่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นทางขึ้นเขาไปอีกประมาณ 16 กม. เป็นเขาชันรถบัสใหญ่ขึ้นไม่ได้ จุดที่จะชมทะเลหมอกดอยม่อนกระทิงมีหลายจุด เช่น ม่อนครูบาไส ม่อนพูนสุดา และม่อนกิ่วลม

 

ผาสามเงา

       อยู่ในตำบลย่านรี อ.สามเงา จากตัวจังหวัดใช้เส้นทางหมายเลข 1107 ผ่านทางแยกไปเจดีย์ ยุทธหัตถีไปประมาณ 25 กม. หรือถ้าใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถึงกม.ที่ 463 จะมีทางแยกซ้ายเข้าสู่เขื่อนภูมิพลไปประมาณ 10 กม. ถึงอำเภอสามเงาจะมองเห็นขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ผาสามเงา" เพราะที่เชิงเขาริมหน้าผานั้นเจาะเป็นช่องลึกเข้าไปในเนื้อภูเขาเรียงกัน 3 ช่อง ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองช่องละองค์ มีบันไดไม้ต่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปได้ ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่าพระนางจามเทวีราชธิดาแห่งกรุงละโว้เป็นผู้สร้างเมื่อครั้งเดินทางตามลำน้ำแม่ปิงเพื่อขึ้นไปครองเมืองหริภุญไชยหรือลำพูน

Visitors: 314,190