เจ้าหลวงคำแดง

     จากประสบการณ์การเดินทางในแผ่นดินล้านนา ทำให้ผมได้พบกับ “ศาล” ของเจ้าหลวงคำแดง ที่ประดิษฐานอยู่ในแต่ละสถานที่ต่างกันไป ที่ผมได้มีโอกาสพบเจอมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ 1. ศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดง บ้านแก่งปันเต๊า อำเภอเชียงดาว 2. ศาลเจ้าพ่อหลวงคำแดง ถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว และ 3. ศาลเจ้าพ่อม่อนแดง บ้านเชียงเคี่ยน จังหวัดเชียงราย

     แม้ที่บ้านเชียงเคี่ยน ดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวกันเลย ทั้งชื่อและที่ตั้ง ที่ห่างออกไปจากอำเภอเชียงดาว แต่หากทราบเรื่องราวแล้ว จะเข้าใจเลยว่า นั้นคือสถานที่ตั้งทัพของ เจ้าหลวงคำแดง ที่เคลื่อนพลออกมาจากเมืองพะเยา มาตั้งฐานที่บ้านเชียงเคี่ยน เพื่อป้องกันทัพศัตรูเข้ารุกรานเมืองพะเยา ตามคำสั่งของพระราชบิดาของเจ้าหลวงคำแดง ที่เป็นกษัตริย์เมืองพะเยาในขณะนั้น

 

     เรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาของ “เจ้าหลวงคำแดง” เป็นอมตะคู่กับ “ดอยหลวงเชียงดาว” ซึ่งร้อยเรียงผสมผสานกับความเชื่อของคนท้องถิ่นได้อย่างลงตัวตำนานเกี่ยวกับเจ้าหลวงคำแดงถูกถ่ายทอดออกมาหลายเรื่องราวด้วยกัน แม้จะมีความต่างในรายละเอียด ทว่าหากพิจารณาให้ถึงแก่นแล้ว เจ้าหลวงคำแดงก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งขุนเขา เป็นเจ้าแห่งผีทั้งหลาย เป็นที่เคารพสักการะของชาวล้านนาอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และถ้ำเชียงดาวซึ่งเชื่อกันว่า เป็นเมืองเทวาของเจ้าหลวงคำแดง ตั้งอยู่ด้านหน้าของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งเป็นขุนเขาที่ชาวเชียงใหม่นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของผีเมืองเชียงใหม่ทุกองค์ตั้งแต่ก่อนพญามังรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ ผีเมืองเชียงใหม่มีเจ้าหลวงคำแดงเป็นประธานใหญ่กว่าผีเมืองทั้งหมด

 

 

     มีเรื่องเล่าว่าทุกวันพระ ผีทุกตนในเมืองเชียงใหม่จะต้องไปร่วมเฝ้าและประชุมที่ดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งในถ้ำเชียงดาวจะมีห้องโถงขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นห้องประชุม ในวันนั้นผีจะไม่เข้ามาหลอกหลอนชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ผีเมืองที่ดอยหลวงเชียงดาวได้เก็บข้าวจากชาวนาทุกคนที่วางไว้เซ่นไหว้พระแม่โพสพและเป็นค่าน้ำหัวนา ซึ่งจะนำข้าวไปวางไว้ที่หัวนาก่อนที่ชาวนาจะนำข้าวมาใส่ในยุ้งฉาง ข้าวเหล่านี้ผีดอยจะนำมากิน แล้วจะเหลือเพียงเปลือกหรือแกลบไว้ซึ่งจะเก็บเปลือกข้าวหรือแกลบไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งทางทิศใต้ไม่ไกลจากดอยหลวงเชียงดาว ชื่อว่า "ถ้ำแกลบ" ความศักดิ์สิทธิ์ของดอยหลวงมิเพียงแต่ชาวบ้านจะเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว พระสงฆ์ในเขตล้านนาก็ได้แต่งและคัดลอกคัมภีร์ใบลานชื่อ ตำนานถ้ำเชียงดาวไว้หลายสำนวนทั้งที่พบในเชียงใหม่และเมืองอื่นๆ ในล้านนา เช่น เชียงราย พะเยา ลำปาง แม่ฮ่องสอน และน่าน ซึ่งศาลบางแห่งมีการประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีเจ้าหลวงคำแดงเป็นประจำทุกปี

 

 

     มีหลายเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเกี่ยวกับเจ้าหลวงคำแดงเป็นไปในลักษณะของอมตะนิยาย หรือเป็นนิยายปรัมปรายุคต้นพุทธกาล กล่าวถึงสมเด็จองค์อัมรินทราธิราชเจ้า ประมุขแห่งปวงเทพเทวาได้ดำริให้จัดทำสิ่งวิเศษเพื่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าศรีอาริยะเมตตรัยที่จะมาตรัสรู้พระสัจธรรมในอนาคต ได้เล็งเห็นว่าถ้ำเชียงดาวเป็นสถานที่เหมาะสมแก่การเก็บรักษาของวิเศษเหล่านั้น เพราะลึกเข้าไปในถ้ำจนสุดประมาณมิได้ เป็นเมืองแห่งพวกครึ่งอสูรกาย เรียกว่า “เมืองลับแล” มีความเป็นอยู่ล้วนแต่เป็นทิพย์ ผู้คนทั้งหลายในมนุษย์โลกธรรมดาที่เต็มไปด้วยกิเลสยากนักที่จะเข้าไปพบเห็นได้ เพราะมีด่านภยันตรายต่างๆ มากมายหลายชั้นกั้นขวางไว้เป็นอุปสรรค

     มียักษ์สองผัวเมียบำเพ็ญภาวนารักษาศีล เพราะได้ปฏิบัติตนเป็นผู้ถึงซึ่งพระรัตนตรัยจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระนางผู้เลอโฉมนามว่า "เจ้าแม่อินเหลา" อยู่ปรนนิบัติบิดามารดาผู้ทรงศีลทั้งสอง จนวันหนึ่งได้พบกับ “เจ้าหลวงสุวรรณคำแดง” ยุวราชหนุ่ม ซึ่งเสด็จมาประพาสป่าจากแค้วนแดนไกล ได้บังเกิดความหลงใหลในความงามของนาง ก็ได้พยายามติดตามนางไปจนถึงถ้ำเชียงดาว และทิ้งกองทหารของพระองค์ไว้เบื้องหลัง จากนั้นก็ไม่กลับออกมาอีกเลย ว่ากันว่าเจ้าหลวงสุวรรณคำแดงอยู่ครองรักกับเจ้าแม่อินเหลาที่ถ้ำเชียงดาวนั่นเอง

     ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่าจะมีเสียงดังสะเทือนจากดอยหลวงเชียงดาว ปรากฏเป็นลูกไฟสว่างจ้าพุ่งหายไปในดอยนางซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของดอยหลวงเชียงดาว ซึ่งมีความเชื่อว่า เจ้าหลวงสุวรรณคำแดงได้ไปเยี่ยมเจ้าแม่อินเหลาที่ดอยนาง

 

 

     มีเรื่องเล่ากล่าวถึงเทวดาผู้เป็นชายาของเจ้าหลวงคำแดงมีนามว่า "จอมเทวี" สถิตอยู่ที่ดอยนาง ว่ากันว่าต่างรักษาศีล 8 จึงหาได้อยู่ร่วมกันไม่ ก่อนที่เจ้าหลวงคำแดงและจอมเทวีจะมาอยู่ที่ดอยหลวงเชียงดาวนั้น นางจอมเทวีมีนิวาสสถานบ้านเมืองเดิมอยู่ทางทิศใต้ ไม่ปรากฏชื่อแน่ชัด ส่วนเจ้าหลวงคำแดงนั้นเป็นบุตรของเจ้าเมืองพะเยานามว่า “สุวรรณคำแดง” ซึ่งพระบิดาได้สั่งให้เจ้าหลวงคำแดงพร้อมทหารไปรักษาด่านชายแดนเพื่อป้องกันศัตรู ได้มาพบเห็นสาวงามนางหนึ่ง จึงได้ติดตามนางไปแต่ไม่พบ เจอเพียงกวางทองตัวหนึ่ง จึงสั่งให้ทหารติดตามเจ้ากวางทองตัวนั้นไป และกำชับว่าต้องจับเป็นห้ามทำร้ายเจ้ากวางทองเด็ดขาด เป็นเวลาสามวันก็ไม่สามารถจับเจ้ากวางทองได้ แต่เจ้าหลวงคำแดงก็ยังไม่ละลดความพยายาม นำทหารติดตามไปหมายจะจับกวางทองให้ได้ จนเวลาล่วงเลยไปสิบวันก็ยังไม่พบเจ้ากวางทอง คงเห็นแต่รอยเท้าเท่านั้น และในวันหนึ่งสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเจ้าหลวงคำแดงและเหล่าทหารก็คือ คราบของกวางทองอยู่ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสบคาบ

 

     จากนั้นเจ้าหลวงคำแดงก็ติดตามเจ้ากวางทองไปในป่าแห่งหนึ่ง ทันทีที่เจ้าหลวงคำแดงตามไปพบ จึงสั่งให้ทหารกระจายกำลังโอบล้อมไว้พร้อมประกาศว่า หากกวางทองหลุดออกจากด่านของผู้ใดผู้นั้นจะต้องถูกตัดหัว ในที่สุดกวางทองตัวนั้นก็หลุดออกมาจากวงล้อมวิ่งผ่านไปทางที่เจ้าหลวงคำแดงอยู่ ดังนั้นเจ้าหลวงคำแดงจึงต้องไปติดตามกวางทองด้วยตัวเองและให้ทหารคอยอยู่ พร้อมรับสั่งว่าหากเกิน 7 วันแล้วพระองค์ยังไม่กลับให้กลับกันไปก่อนได้เลยส่วนกวางทองมุ่งหน้าไปสู่ภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วกลายร่างเป็นคนเข้าไปในถ้ำเชียงดาว เจ้าหลวงคำแดงจึงตามเข้าไปในถ้ำ ตราบเท่าทุกวันนี้ก็ยังไม่กลับออกมา ผู้คนเชื่อว่าพระองค์สิงสถิตรักษาถ้ำเชียงดาว จึงตั้งศาลไว้ชื่อว่า “ศาลเจ้าหลวงคำแดง” และมีรูปปั้นกวางทองอยู่ด้านหน้าศาลด้วย

 

     ในคัมภีร์ใบลาน วัดอภัย ของอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีเรื่องราวที่กล่าวถึงเจ้าหลวงคำแดงอย่างมีที่มาที่ไปพร้อมกับความสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของอาณาจักรนามว่า "ล้านนา" ไว้ดังนี้

     เจ้าหลวงคำแดงเป็นราชบุตรของ "พญาโจรณี" มีหน้าที่ปราบคนที่ไม่เชื่อฟัง วันหนึ่งพระวิสุทธิกรรมแปลงกายเป็นกวางทองลงมาเดินในสวนให้พญาโจรณีเห็น เมื่อพญาโจรณีพบกวางทองจึงสั่งให้ราชบุตรชื่อว่า เจ้าหลวงคำแดง ออกไปติดตามกวางทองตัวนั้นให้ได้เจ้าหลวงคำแดงและทหารออกติดตามกวางทองมาจนถึงเชิงดอยอ่างสรง หรืออ่างสลุง มีนางคนหนึ่งอยู่ที่เชิงดอยอ่างสรงรู้ข่าวว่าเจ้าหลวงคำแดงมา นางจึงออกมารอดูเจ้าหลวงคำแดง ทั้งสองคนพบกันแล้วเกิดความชอบพอรักใคร่ นางชวนเจ้าหลวงคำแดงได้พักแรมอยู่กับนางที่ดอยอ่างสรงแห่งนั้น

     ต่อมาทหารก็ได้พบกับฤาษีตนหนึ่ง ฤาษีแนะนำและทำนายว่า บริเวณสถานที่เชิงดอยหลวงนี้เป็นชัยภูมิที่ดี ควรให้เจ้าหลวงคำแดงสร้างบ้านเมืองที่เชิงดอยแห่งนี้ จะอุดมสมบูรณ์มั่งมีด้วยทรัพย์สมบัติ ทหารกลับลงมาบอกความของฤาษีกับเจ้าหลวงคำแดง เจ้าหลวงคำแดงจึงสร้างเมืองตามที่คำทำนาย เมื่อสร้างเมืองแล้วชื่อเมืองใดจึงจะเหมาะสม แต่ยังหาชื่อเมืองไม่ได้ ทหารจึงตกลงกันว่าเราควรร่วมทำนายว่าแท่นบรรทมของเจ้าหลวงคำแดงมีน้ำหนักเท่าใดทหารจึงชั่งดูน้ำหนักแท่นบรรทมของเจ้าหลวงคำแดง มีน้ำหนัก 1 ล้านหน่วย พวกเขาจึงตกลงเรียกเมืองนี้ว่าเมืองล้านนา เจ้าหลวงคำแดงอยู่กับนางอินทร์เหลา ที่ดอยอ่างสรงจนสิ้นอายุ ตามความเชื่อของคนล้านนา ผู้ใดสร้างบ้านสร้างเมือง เมื่อผู้นั้นตายไปแล้ว จะได้รับการยกย่องให้เป็น “เสื้อบ้านหรือเสื้อเมือง” ของบ้านเมืองนั้น เจ้าหลวงคำแดงจึงกลายเป็นผีเมืองปกปักษ์รักษาเมืองล้านนารวมทั้งเมืองเชียงดาวและเมืองเชียงใหม่นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

     ก่อนที่เมืองเชียงใหม่จะเสียเอกราชแก่พม่า สมัยนั้นเจ้าเมืองเชียงใหม่คือ “พระเมกุฏวิสุทธิวงศ์” (ปกครองระหว่าง พ.ศ.2094 - 2170) และกษัตริย์พม่านามว่า “พระเจ้าบุเรงนอง” นั้น ตำนานถึงสาเหตุการเสียเมืองว่า เจ้าเมืองละทิ้งจารีตบ้านเมืองเดิมของตน ทำให้ผีเมืองทั้งหลายไม่ช่วยปกปักษ์รักษาเมืองเชียงใหม่ จึงทำให้เสียเอกราชแก่พม่า

 

 

     ชาวเมืองเชียงใหม่ยังเชื่อว่าผีเมืองทั้งหมดจะปกปักษ์รักษาบ้านเมืองเชียงใหม่ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อมีการเซ่นไหว้ผีเมืองเชียงใหม่ทุกปี ผู้ทำพิธีจะกล่าวคำอันเชิญเจ้าหลวงคำแดงซึ่งเป็นหัวหน้าผีและผีเมืององค์อื่นอีกหลายองค์ นอกจากนี้ประเพณีไหว้ผีครูช่างซอเมืองลำปาง ในพิธีคนทรงหรือผู้ทำพิธีจะกล่าวนามของเจ้าหลวงคำแดงด้วยสะท้อนถึงความเชื่อเรื่องเจ้าหลวงคำแดงที่กระจายออกไปถึงต่างเมืองในลักษณะพิธีกรรมและการคัดลอกตำนานดอยหลวงเชียงดาว เนื่องจากในสมัยที่เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของการศึกษาของพระสงฆ์และศูนย์กลางอำนาจแห่งล้านนา ผีเมืองเชียงใหม่จึงยิ่งใหญ่ไปด้วย

     ความศรัทธาในพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้านั้น ได้ตอกย้ำความสำคัญของดอยหลวงเชียงดาวให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก เพราะถือว่าเป็นพุทธสถานอีกแห่งหนึ่งซึ่งชาวพุทธและชาวล้านนาทั้งปวงจะมากราบไหว้ เพราะมีพระพุทธรูป เจดีย์ ต้นโพธิ์ รวมทั้งฤาษีและที่สำคัญคือ มีดวงวิญญาณของเจ้าหลวงคำแดงสิงสถิตอยู่นั่นเอง

 

     สรุปจากสิ่งที่ผมศึกษาค้นคว้าอ่านมาทั้งหมด  “เจ้าหลวงคำแดง” เป็นบุตรชายของเจ้าเมืองพะเยา เดินทางออกจากเมืองเพื่อตามหาหญิงสาวที่แปลงร่างเป็นกวางทองคำที่มีรูปโฉมงดงาม ซึ่งหายลับเข้าไปในถ้ำเชียงดาว เจ้าหลวงคำแดงได้ตามเข้าไปในถ้ำ และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย และได้จุติใหม่เป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์อยู่ในภายถ้ำ พร้อมทั้งปกปักรักษาถ้ำเชียงดาว ต่อมาชาวบ้านได้สร้างศาลถวายที่มีชื่อว่า“ศาลพ่อหลวงคำแดง”

 

Visitors: 110,483