พระแก้วมรกต

 

      เชื่อว่าคนไทยเกือบทุกคน โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานครรู้จัก “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือที่รู้จักกันดีในนาม “พระแก้วมรกต” เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชนชาติไทยมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ “วัดพระแก้ว” อีกนั้นแหละ ซึ่งถือเป็นวัดประจำกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ตั้งอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

 

      องค์พระแก้วมรกต นอกจากจะมีความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ในทางพุทธลักษณะแล้วก็ถือว่ามีความงดงามเลอค่ากว่าพระพุทธองค์ใดๆ ด้วยที่องค์พระแกะสลักจากหินหยกสีเขียวมรกต ศิลปะเชียงแสน ด้วยความล้ำค่าทั้งปวงจึงมีแต่ผู้ที่ต้องการครอบครอง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นกษัตริย์ด้วยแล้ว ย่อมต้องการที่จะเสริมบารมีด้วยพระแก้วมรกตองค์นี้

 

       เหตุนี้เอง ผมจึงขอนำเรื่องราวการเดินทางขององค์พระแก้วมรกต ที่ผมขอเรียกว่าเป็น “Buddha Traveller” หรือองค์พระนักเดินทาง ที่นอกจากจะเดินทางไปมาในประเทศไทยแล้ว ยังข้ามแผ่นดินไปประเทศลาวอีกด้วย จากการเดินทางด้วยสองเท้าของนักเดินทางธรรมดาๆ คนหนึ่งที่อยากเรียนรู้เสาะหา ทำให้ได้ทราบตำนานของพระแก้วมรกตที่น่าสนใจ และคงจะดีไม่น้อย ถ้าคนไทยจะได้รับทราบเรื่องราวที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นี้

 

Capture 1 : จุดค้นพบองค์พระแก้วมรกต

      มีการค้นพบพระแก้วมรกตครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 1977 ภายในเจดีย์วัดป่าเยี๊ยะ อำเภอเมืองเชียงราย ( ซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระแก้ว เชียงราย” ) เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าลงองค์พระเจดีย์จนพังทลาย ทำให้ได้พบกับพระพุทธรูปพอกปูนลงรักปิดทอง จึงได้นำไปไว้ในวิหาร ต่อมาปูนได้เกิดแตกร้าว มองเห็นภายในเป็นเนื้อมรกต จึงกระเทาะปูนออกทั้งองค์ พบว่าองค์พระเป็นเนื้อหยกสีเขียวมรกตทั้งองค์ จากเหตุการณ์นี้เสมือนว่าท่านต้องการปรากฏให้มนุษย์ได้เห็น เพราะขนาดซ่อนถึงสองชั้นแล้ว ทั้งพอกปูนปั้นและถูกเก็บในพระเจดีย์

 

Capture 2 : ออกเดินทางครั้งแรกสู่เขลางค์นคร

       หลังจากมีการค้นพบพระพุทธรูปที่มีความงดงามที่เมืองเชียงรายแล้ว พญาสามฝั่งแกน กษัตริย์ราชวงศ์มังราย ผู้ปกครองล้านนาอยู่ในขณะนั้น จึงรับสั่งให้เคลื่อนย้ายพระแก้วมรกตเข้ามาประดิษฐานยังราชธานี นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ด้วยความเหมาะสมแก่บุญญาบารมี แต่ได้เกิดเหตุการณ์ช้างทรงไม่ยอมเลี้ยวเข้าเชียงใหม่ แต่จะเลี้ยวเข้าไปทางเขลางค์นครลำปางแทน เมื่อฟ้ากำหนดไว้แบบนั้นจึงต้องจำยอมนำไปประดิษฐาน ณ วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม จากนั้นก็ย้ายไปประดิษฐาน ณ วัดพระธาตุลำปางหลวง อันเนื่องมาจากเป็นวัดหลวงของเมืองลำปาง

 

Capture 3 : สู่ราชธานีแห่งล้านนา

      ครั้นพอถึงสมัยพระเจ้าติโลกราช มหาราชแห่งเชียงใหม่ กษัตริย์ผู้ที่มีบุญญาบารมีสูงสุดนับตั้งแต่ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาพญามังรายมหาราช ท่านจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่ราชธานีเชียงใหม่ได้สำเร็จ ณ วัดเจดีย์หลวง บริเวณใจกลางเวียงเชียงใหม่

 

Capture 4 : ผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ต่างแผ่นดินมาปกครอง

      จนมาถึงในยุคหนึ่งที่ล้านนาไม่สามารถหาผู้สืบทอดเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์มังรายได้ จนได้มีการลำดับไปจนถึง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ราชบุตรของอาณาจักรล้านช้าง ซึ่งเป็นญาติกับราชวงศ์มังราย พระเจ้าไชยเชษฐาทรงเสด็จมาปกครองล้านนาด้วยความมึนงงสักระยะ ก็ถึงเวลาเดินทางกับแผ่นดินเกิด อันเนื่องมาจากพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ จึงต้องกลับไปเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองล้านช้างต่อไป ขณะที่ท่านเสด็จกลับหลวงพระบาง ท่านก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่า ทรงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปด้วย ขณะนั้นเองเมื่อเดินทางมาถึงเมืองเชียงของ ต้องพำนักที่เมืองนี้เพื่อต่อแพข้ามลำน้ำโขงไปยังฝั่งหลวงพระบาง พระแก้วมรกตจึงได้ประดิษฐานภายในวัดศรีบุญยืน ( ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพระแก้ว เชียงของ” )

 

Capture 5 : ประดิษฐานยังต่างแดน

          เมื่อดำเนินการต่อแพสำเร็จ องค์พระแก้วมรกตก็ได้เคลื่อนองค์มาตามลำน้ำโขง เข้ามายังแผ่นดินอาณาจักรล้านช้าง เป็นการเดินทางข้ามแผ่นดินเป็นครั้งแรก ด้วยเป็นการไหลตามน้ำจึงใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาโผล่ใจกลางราชธานีแห่งล้านช้าง ณ เมืองหลวงพระบาง องค์พระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ภายในวัดเชียงทอง เคียงคู่กับ “พระบาง” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของเมืองมรดกโลกแห่งนี้

 

Capture 6 : ย้ายเมืองหลวง องค์พระย้ายตาม

          จากเหตุการณ์สงครามในสมัยนั้น อาณาจักรที่มีอำนาจที่สุดคือ อาณาจักรพุกาม อันมีเมืองหลวงที่ชื่อว่า “กรุงหงสาวดี” และมีกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่คนไทยก็รู้จักกันดีนามว่า “พระเจ้าบุเรงนอง” ได้เข้าสู้รบกับล้านช้าง พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชก็แข็งแกร่งไม่แพ้กันจึงย้ายเมืองหลวงจากหลวงพระบาง มาเป็น “นครหลวงเวียงจันทน์” และได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน ณ วัดสีสะเกด (** ภายในวัดแห่งนี้ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ)

 

Capture 7 : กลับคืนสู่แผ่นดินสยาม

         ครั้นต่อมาในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ได้ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง จากอาณาจักรล้านช้าง นำมาประดิษฐานไว้ที่วัดอรุณราชวราราม ต่อมาเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงอัญเชิญพระแก้วมรกตลงบุษบกในเรือพระที่นั่ง เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จวบจนถึงปัจจุบัน (ส่วนพระบางได้ส่งคืนให้แก่ประเทศลาว)

 

          จากเรื่องราวทั้ง 7 Capture สรุปได้ว่าองค์พระแก้วมรกตได้ถูกค้นพบที่เมืองเชียงราย และได้เดินทางไกลไปประเทศลาว จนได้นำคืนกลับมาในสมัยกรุงธนบุรี และประดิษฐานคงที่ ณ กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งปัจจุบันเป็นเวลานานกว่า 234 ปีแล้ว (พ.ศ. 2325-2559)

 

by Traveller Freedom

Visitors: 111,491