9 สถานที่ชมซากุระเมืองไทย

 

     ดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือที่นักท่องเที่ยวชาวไทยพร้อมใจกันตั้งฉายาให้เป็น "ซากุระเมืองไทย" ด้วยลักษณะของดอกไม้ที่มีรูปร่างหน้าตาและสีที่เหมือนกันกับ "ดอกซากุระ" ดอกไม้สวยประจำชาติญี่ปุ่น ทั้งนี้ก็เพราะต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นพรรณไม้ตระกูลเดียวกันกับต้นซากุระ แต่ต่างสายพันธุ์ โดยมีชื่อสากลว่า "Wild Himalayan Cherry"

     เนื่องจากดอกนางพญาเสือโคร่งจะเติบโตและเบ่งบานได้ในระดับความสูงเกินหนึ่งพันเมตรขึ้นไป ทำให้พบได้เฉพาะบนเขาบนดอย จึงมีการเรียกชื่อเพิ่มจากคนต่างถิ่นว่า ซากุระดอย, ซากุระป่า เป็นต้น โดยดอกนางพญาเสือโคร่งจะเบ่นบานให้นักท่องเที่ยวได้ยลโฉมกันในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ทั้งนี้ จะมีบ้างที่บานก่อน หรือบานหลัง ต่างช่วงเวลากันไป ขึ้นอยู่กับเหตุในหลายปัจจัย เช่น ความสูง อุณหภูมิ ความชื้น เป็นต้น

     ดอกไม้สีชมพูที่มีให้ดูเฉพาะช่วงเวลาอันจำกัดนี้จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างล้นหลามในแต่ละปี โดยผมได้นำสถานที่ที่ละลานตาไปด้วยดอกไม้สีชมพูมาให้ได้ยลกัน 9 สถานที่ด้วยกัน เกือบทั้งหมดอยู่ในภาคเหนือ และอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่มากถึง 6 สถานที่ด้วยกัน ชมกันแล้วเกิดหลงใหล อยากไปยลให้เห็นกับตา แล้วติดต่อมาเพื่อจะได้ไปออกทริปด้วยกัน 

 

1. ขุนแม่ยะ

 

     ขุนแม่ยะ ตั้งอยู่ภายในหน่วยจัดการต้นน้ำขุนแม่ยะ บริเวณขุนแม่ยะนี้มีความสูงถึง 2,020 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นจุดแบ่งรอยต่อของจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในเขตของอำเภอแม่แตงกับอำเภอปาย จึงไม่แปลกเลยหากการมาท่องเที่ยวขุนแม่ยะ จะพ่วงปายเข้าไปในโปรแกรมทัวร์ด้วย ข้อดีของขุนแม่ยะคือ มีคนรู้จักน้อย ทำให้สถานที่แห่งนี้ยังสดและมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติสูง ส่วนข้อเสียคือ การเข้าถึงค่อนข้างลำบาก จำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ นอกจากนี้ขุนแม่ยะยังเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติอย่างแท้จริง เนื่องจากภายในไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ ต้องเตรียมเต็นท์และเสบียงอาหารไปกันเอง

 

2. ขุนช่างเคี่ยน

 

     ขุนช่างเคี่ยน เป็นสถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่มีคนรู้จักและได้รับความนิยมเป็นแห่งแรกของเมืองไทย ขุนช่างเคี่ยนตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ของ "สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน" ถือเป็นสถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่อยู่ใกล้ตัวเมืองมากที่สุด นอกจากจะได้ชมป่าสีชมพูสุดละลานตาภายในสถานีวิจัยฯแล้ว ตลอดเส้นทางยาวไปจนถึงหมู่บ้านม้งขุนช่างเคี่ยนยังมีต้นนางพญาเสือโคร่งปลูกเรียงรายตลอดแนวอีกด้วย สำหรับข้อดีของขุนช่างเคี่ยนคือ ที่นี่สวยมากมีจุดให้ถ่ายรูปเยอะมาก และอยู่ใกล้เมืองมาก แต่ข้อเสียคือ การเดินทางไม่สะดวก ถนนค่อนข้างแคบ นักท่องเที่ยวมากันมากมายล้นหลามทำให้เกิดอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนอยู่เป็นประจำ จากสนุกกลับกลายเป็นทุกข์ในทันที   

 

3. ขุนวาง

 

     ขุนวาง เป็นสถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้และน่าจะคงสถิตินี้ไปอีกพักใหญ่ ขุนวางตั้งอยู่ภายใน "ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่" ภายในมีจุดให้ชมดอกนางพญาเสือโคร่งอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมากันอย่างล้นหลามเช่นกัน จนถ่ายรูปยังไงก็ยากที่จะไม่ให้ติดใครเข้ามาในรูปด้วย จุดเด่นรวมเข้าไปกับข้อดีของขุนวางก็คือ มีจุดถ่ายรูปเยอะมาก เดินได้ทั้งวันไม่เบื่อเลย และยังมีดอกนางพญาเสือโคร่งสีขาว ที่หาชมได้ยากยิ่งนักให้ชมกันอีกด้วย ส่วนข้อเสียคือ อย่างที่บอกไป ในเมื่อได้รับความนิยมมาก ก็ทำให้มีคนมาก บางวันรถติดยาวอยู่บนถนน เพราะภายในขุนวางที่จอดรถเต็ม แต่โดยรวมแล้วผมก็ชอบที่นี่มากที่สุดและมาเยือนทุกปีไม่มีว่างเว้น

 

4. ดอยผาตั้ง

 

     ดอยผาตั้ง อยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ดอยผาตั้ง บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของ "พระตำหนักดอยผาตั้ง" ที่ประทับทรงงานของพระบรมวงศานุวงศ์ ปัจจุบันเป็นพระตำหนักที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และถูกรายล้อมด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งที่ผลิดอกออกบานเป็นสีชมพูสวยสดงดงาม สถานที่แห่งนี้เคยถูกเก็บไว้ โดยหวังไว้ว่าจะให้เป็นสถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่งแห่งสุดท้าย เนื่องจากที่ไหนใครรู้ก็มักจะสูญเสียสภาพทางธรรมชาติไป จนทำลายเสน่ห์คงเดิมที่เคยมีหายไปจนหมด แต่ในเมื่ออยู่ในยุคของโลกโซเชียลแบบนี้อะไรก็ปิดไม่อยู่อีกแล้ว ขอให้ช่วยกันทะนุถนอมความสวยงามที่เพียงมองเห็นด้วยตา และเก็บกลับไปเพียงภาพถ่ายก็พอ รวมถึงช่วยกันรักษาความสะอาดด้วยจักขอบพระคุณยิ่ง

 

5. ดอยอ่างขาง

 

     ดอยอ่างขาง สถานที่แห่งนี้โด่งดังมากที่สุด เกินกว่าที่ใครจะรู้ว่าเป็นแหล่งชมดอกนางพญาเสือโคร่งซะอีก เนื่องจากตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการหลวงแห่งแรกของประเทศไทย อีกทั้งดอยอ่างขางยังได้ขึ้นชื่อว่าหนาวสุดทำสถิติ "ลบ 3 องศา" มาแล้ว ด้วยความหนาวสุดขั้วนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทำให้ดอกนางญาเสือโคร่งของที่นี่เริ่มเบ่งบานให้ยลกันตั้งแต่เดือนธันวาคมกันแล้ว นอกจากนี้ภายในสถานีเกษตรฯ ยังมี "ต้นซากุระ" ที่เป็นต้นของแท้ original นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ปลูกอยู่เรียงรายเต็มพื้นที่โครงการหลวงอีกด้วย ข้อดีคือ เดินทางสะดวก สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ที่พัก+ร้านอาหารตรึม และมีซากุระแท้ด้วย ข้อเสียคือ ...ไม่มีนะ

 

6. ศูนย์รองเท้านารี

 

     ศูนย์รองเท้านารี อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นโรงงานผลิตรองเท้าของสุภาพสตรีนะจ๊ะ สถานที่แห่งนี้มีชื่อเต็มว่า "ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีดอยอินทนนท์" ศูนย์แห่งนี้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและเพาะพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ที่มีความสวยงามแต่ใกล้สูญพันธุ์เต็มที นอกจากพันธุ์พืชตระกูลรองเท้านารี หรือกล้วยไม้แล้ว ภายในศูนย์แห่งนี้ยังอุดมไปด้วยต้นนางพญาเสือโคร่งที่ออกดอกบานพร้อมกันรายล้อมรอบอ่างเก็บน้ำ เป็นความสวยงามและจุดเด่นที่แตกต่างไปจากแหล่งชมนางพญาเสือโคร่งแห่งอื่น และนั้นล่ะคือข้อดี ส่วนข้อเสียคือ นักท่องเที่ยวนิยมมากันมาก ทำให้ที่จอดรถไม่เพียงพอ ต้องจอดกันริมถนนปิดเลนจราจรจนเหลือเพียงช่องวิ่งรถทางเดียว ทำให้เกิดการจราจรติดขัดมากมาย  

 

7. ขุนสถาน

 

     ขุนสถาน ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของหน่วยจัดการต้นน้ำขุนสถาน จังหวัดน่าน เราออกมานอกจังหวัดเชียงใหม่กันแล้ว หลังจากที่จังหวัดน่านเริ่มเป็นทางเลือกใหม่ และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ขุนสถานที่เคยเงียบก็เริ่่มที่จะไม่เงียบอีกต่อไป ถึงแม้จะมีดอยภูคาและดอยเสมอดาว แต่เมื่อถึงคราวที่ดอกนางพญาเสือโคร่งบานในเดือนมกราคม นักท่องเที่ยวต่างก็มุ่งหมายมาที่ขุนสถานแห่งนี้ทันที ข้อดีคือ ขุนสถานอยู่ติดกับสถานที่ที่น่าสนใจอีก 2 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติขุนสถาน กับบ้านม้งขุนสถาน ซึ่งเปิดเป็นโฮมสเตย์ด้วย สำหรับข้อเสียตอนนี้ยังนึกไม่ออกเหมือนกัน     

 

8. ถ้ำสะเกิน

 

     ถ้ำสะเกิน ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติถ้ำสะเกิน ถือเป็นแหล่งชมนางพญาเสือโคร่งแห่งล่าสุดของเมืองไทยและของจังหวัดน่าน พื้นที่แห่งนี้เป็นรอยต่อของจังหวัดน่านกับจังหวัดพะเยา เจ้าหน้าที่อุทยานฯได้นำต้นกล้านางพญาเสือโคร่งมาปลูกได้ไม่กี่ปีนี่เอง ทำให้ต้นยังเล็กๆ และยังไม่สูงมาก แต่น่าจะมีอนาคตที่สดใสเป็นกำลังสำคัญของจังหวัดน่านต่อไป ข้อดีคือ สถานที่ยังสด สดมากๆ คนรู้จักน้อยมาก และอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวภูลังกา ข้อเสียคือ ต้นยังไม่สูงใหญ่จึงยังไม่อลังการเท่าสถานที่แห่งอื่น 

 

9. ภูลมโล

 

     ภูลมโล เป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในอีสาน และหนึ่งเดียวของจังหวัดเลย ภูลมโลตั้งอยู่บนยอดเขารอยต่อ 3 จังหวัด คือ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดเลย สามารถเดินทางมาได้ 2 เส้นทาง คือฝั่งอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก กับทางฝั่งอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ภายในพื้นที่อยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ได้รับการประชาสัมพันธ์จนโด่งดังเร็วมาก พลังจากกระแสโลกโซเชียลน่าจะเป็นส่วนสำคัญ ข้อดีคือ มีให้ชมมากมายในพื้นที่กว่าพันไร่ และเป็นทางเลือกสำหรับคนมาเที่ยวแถบจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ข้อเสียคือ ต้องเหมารถบริการของชาวบ้านร่องกล้าเข้าไป เนื่องจากเป็นเส้นทางลูกรังที่ยากลำบาก 

Visitors: 213,516