เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

 

     ได้ขึ้นทำเนียบว่าเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดในประเทศไทย จนในวันนี้ได้พ่วงเข้าไปอีกหนึ่งตำแหน่ง ด้วยการเป็น "เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย" จะเป็นเส้นทางไหนไปได้ถ้าไม่ใช่ "เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน" ถือเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ตั้งอยู่บนความสูงเป็นอันดับสอง รองจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ที่ครองตำแหน่งไปตลอดกาล เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดดอยอินทนนท์

 

     เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน เป็นเส้นทางเดินระยะกลาง มีระยะทางเดิน 2.78 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2-3 ชั่วโมง รูปแบบเส้นทางเดินเป็นรอบวงกลม เดินวนจบจนครบรอบ ไม่มีเดินย้อนกลับทับเส้นทางเดิม มีจุดสื่อความหมายทั้งหมด 21 จุด แต่ละจุดทำเป็นป้ายให้ความรู้อย่างดีเยี่ยม มีการจำกัดช่วงเวลาการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยจะปิดป่างดการเที่ยวชมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม และจะเริ่มเปิดให้เดินเที่ยวกันตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน - 31 พฤษภาคม เป็นแบบนี้เป็นประจำทุกปี โดยในช่วงเดือนธันวาคมจะมีของขวัญเป็น "ดอกกุหลาบพันปี" สีแดงสดให้ได้ชมกันอีกด้วย ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวต้องการเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดนิยมแห่งยุค พร้อมกับขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งประเทศไทยที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดตลอดปี ติดต่อมาแล้วร่วมเดินทางไปด้วยกันครับ  

 

 

     บริเวณด้านหน้าทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ในช่วงที่ปิดเส้นทางจะมีป้ายบอกระยะเวลาปิดตามกำหนด สำหรับช่วงนี้เปิดเส้นทางแล้ว ก็มาเที่ยวกันเลยสิครับ ..จะรออะไร 

 

 

     มีป้ายบอกอุณหภูมิของกิ่วแม่ปานในช่วงเวลาที่อุณหภูมิต่ำสุดในแต่ละวัน นักท่องเที่ยวต่อแถวเป็นคิวยาวเหยียดเพื่อลงทะเบียนเข้าเดินบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ จากนั้นจะมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเข้ามาแนะนำตัว พร้อมกับอธิบายเส้นทางเดิน 21 จุด อย่างคร่าวๆ

 

 

     เส้นทางเดินในช่วงต้นจะมีลักษณะเป็นป่าทึบ อุดมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก สักพักจะได้พบกับป้ายสื่อความหมายจุดที่ 1 "เฟินยุคโบราณ" เป็นเฟินที่มีใบบางที่สุดในโลก ถือเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่หลายคนอาจมองข้าม

 

 

     ถัดไปเป็นจุดสื่อความหมายที่ 2 "ป่าเมฆ" อันหมายถึงป่าที่มีเมฆหมอกปกคลุมตลอดปีบนดอยอินทนนท์แห่งนี้ เมื่อไปถึงจุดสื่อความหมายที่ 3 จะพบกับน้ำตกแห่งเดียวบนเส้นทางฯกิ่วแม่ปาน ถ้าจะกล่าวอย่างเลอค่ากันไปเลยนี่คือ "น้ำตกที่สูงที่สุดในประเทศไทย" ก็ไม่ผิดแต่ประการใด

 

 

     เดินมาจนถึงจุดที่ 5 "ป่าซ่อมป่า" อันหมายถึงระบบนิเวศน์ที่เป็นวัฏจักร พืชต่างก็มีเกิดแก่เจ็บตาย เฉกเช่นเดียวกันกับมนุษย์ เมื่อมีต้นไม้ใหญ่ล้ม ก็มีต้นไม้เล็กต้นใหม่เกิดขึ้นทดแทน ตลอดเส้นทางจะได้พบกับพืชพันธุ์แปลกๆที่ไม่คุ้นตา และไม่เคยพานพบที่ไหนมาก่อน

 

 

     จุดสื่อความหมายที่ 6 "เถาวัลย์" เป็นพืชชอบแดดจัดโตเร็ว เลื้อยพันต้นไม้ใหญ่เพื่อมุ่งหาแสงแดด กลายเป็นบันไดให้กับสัตว์เล็กเช่นกระรอกได้อย่างดี โดยเส้นทางตั้งแต่จุดที่ 1-6 นี้จะเป็นทางเดินป่าทึบมาตลอด แต่หลังจากนี้ไปจะเปลี่ยนสภาพป่าแล้ว

 

 

     ตั้งแต่จุดที่ 7 เป็นต้นไปจะเป็นเส้นทางป่าโปร่ง มีลักษณะเป็นทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ เสมือนเดินผ่านประตูมาสู่อีกโลกหนึ่งเลยทีเดียว บริเวณนี้บางวันมีหมอกหนาทึบ บางวันฟ้าเปิดโล่งมองเห็นทะเลหมอกสวยงาม และบางวันฟ้าเปิดและไร้หมอก แต่ทำให้มองเห็นพื้นที่อำเภอแม่แจ่มเบื้องล่างได้อย่างสวยงาม 

 

 

     จุดที่ 10 ถือเป็นไฮไลท์ของเส้นทางฯ กิ่วแม่ปานแห่งนี้ นั้นก็คือ “จุดชมทิวทัศน์” บริเวณนี้จะมีนักท่องเที่ยวรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก ใช้เวลาในการแวะเก็บภาพนานที่สุด ทิวทัศน์ที่เห็นมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งหมอกขาวพัดโบก ทะเลหมอกกว้างใหญ่ และเทือกเขาสลับพื้บราบของอำเภอแม่แจ่ม

 

 

     หลังจากผ่านระเบียงชมทิวทัศน์มาแล้ว จะเป็นทางเดินเลียบไหล่เขาแถวตอนเรียงหนึ่ง ตลอดทางจะเห็นวิวด้านขวาที่สวยงาม ในวันที่มีทะเลหมอกจะสามารถเห็นได้กว้างไกลตลอดระยะทางเดินตามไหล่เขา ทำให้มีการแวะเก็บภาพอยู่เป็นระยะ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ามาก 

 

 

     จุดที่ 11 ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์คือ “ผาแง่มน้อย” แท่งหินแกรนิตที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณไหล่เขา กลายเป็นสัญลักษณ์ของกิ่วแม่ปาน

 

 

     จุดสื่อความหมายที่ 13 ถือเป็นไฮไลท์ของเดือนธันวาคมอย่างแท้จริง เพราะนี่คือจุดที่มีชื่อว่า “กุหลาบพันปี” นางเอกของเส้นทางกิ่วแม่ปานที่จะบานให้ชมกันตลอดแนวสันเขา ด้วยสีแดงสดที่มาช่วยแต่งแต้มเติมแต่งให้ผืนป่าอินทนนท์แห่งนี้มีสีสันขึ้นอย่างมากมาย

 

 

 

     จุดสื่อความหมายที่ 14 จะเป็นจุดสุดท้ายที่นักท่องเที่ยวจะได้เดินไต่บนไหล่เขา ก่อนที่จะเดินไปมองเห็นอีกมุมมองหนึ่งของพระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล และพระมหาธาตุเจดีย์นพพลภูมิสิริ และตั้งแต่จุดสื่อความหมายที่ 15 เป็นต้นไป นักท่องจะเดินกลับคืนสู่ป่าทึบอีกครั้ง

 

 

     จุดที่ 15 มีชื่อว่า “สายน้ำยอดเขาสูงสุดของไทย” บริเวณนี้จะได้เห็นตาน้ำ อันถือเป็นต้นกำเนิดน้ำที่สูงที่สุดในประเทศไทย จุดสื่อความหมายที่ 16 ชื่อว่า “มอสชอบน้ำแต่ทนแล้ง” มอสถือเป็นพืชชนิดแรกที่มีวิวัฒนาการจากใต้น้ำขึ้นสู่บนบก และมีการดำรงชีวิตที่เรียบง่าย จากนั้นก่อนจะถึงจุดสื่อความหมายที่ 17 ที่ชื่อว่า “ป่าสองรุ่น” จะผ่านรากไม้ที่มีลักษณะเหมือน “หนอนชาเขียว” บางคนก็มองน่ารัก บางคนก็บอกน่ากลัว

     จากนั้นจะเดินผ่าน 4 จุดอย่างรวดเร็ว เริ่มตั้งแต่จุดที่ 18 “สูงใหญ่แต่ล้มง่าย” จุดที่ 19 “กูดต้น เฟินสัญลักษณ์ป่าบริสุทธ์” จุดที่ 20 “เสียงป่า” และจุดที่ 21 ที่มีชื่อสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “สรุป” เป็นอันว่าได้เดินจบจนครบรอบ เกือบๆ 3 ชั่วโมง ยอดเยี่ยมประทับใจ สมกับที่ถูกกล่าวขานให้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดนิยมแห่งยุคจริงๆ 

 

 

Visitors: 110,484