10 สุดยอดวัดในจังหวัดเชียงราย

            

          10 สุดยอดวัดในจังหวัดเชียงรายในที่นี้ ผมได้คัดวัดที่น่าสนใจที่สุด 10 วัดที่กระจายอยู่ในจังหวัดเชียงราย ที่คนไทยและชาวโลกหากไปเยือนที่จังหวัดเชียงรายแล้วต้องห้ามพลาด โดยทั้ง 10 วัด ไม่ได้เรียงตามลำดับความสำคัญหรือความสวยงามแต่อย่างใด ทั้งนี้ ใน 10 วัดจะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งความงดงามทางพุทธศิลป์ ความอลังการในการสร้าง ความเก่าแก่โบราณ และความยิ่งใหญ่ทางประวัติความเป็นมา เป็นต้น เอาเป็นว่าทั้ง 10 วัดในจังหวัดเชียงรายที่คัดมานี้มีอะไรบ้าง เลื่อนลงไปชมกันเลยครับ 

 

1. วัดร่องขุ่น

          วัดร่องขุ่น ถือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในจังหวัดเชียงราย สำหรับชาวต่างชาติแล้ววัดร่องขุ่นนับเป็นวัดที่สวยที่สุดติด 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งแน่นอนว่าผู้สร้างวัดนี้ก็มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้กัน ท่านผู้น้้นก็คือ "อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์" 

          วัดร่องขุ่น เป็นสุดยอดวัดที่อุดมไปด้วยงานวิจิตรพุทธศิลป์ที่มีความสวยงามร่วมสมัย เป็นการสร้างทับซ้อนจากโครงสร้างวัดที่มีอยู่เดิม โดยปรับแต่งและขยายพื้นที่จากแรงบันดาลใจของปรมาจารย์ทางศิลปะที่มีความรักและเคารพต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ รังสรรค์ให้เกิดเป็นผลงานสุดยอดประติมากรรมก้องโลกดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

        วัดร่องขุ่น เป็นงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะประจำรัชการที่ ๙ เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอลุยเดช สำหรับผลงานภาพวาดของอาจารย์ มีจำหน่ายให้กับผู้สนใจและมีให้ชมกันภายในหอศิลป์ของอาจารย์เฉลิมชัย หรือ Hall of Masterwork ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ริกเตอร์ มีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย ทำให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาอีกหลายครั้ง สร้างความเสียหายให้กับวัดร่องขุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้ทางวัดต้องปิดชั่วคราวเพื่อทำการซ่อมแซม จากเหตุการณ์ทางธรรมชาตินี้ ทำให้ผลงานอันเกรียงไกรที่ฝากไว้บนแผ่นดินไทยต้องเสียหายเป็นจำนวนมาก กำลังใจจากนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ท่านอาจารย์เฉลิมชัย มุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานต่อไป แม้จะต้องเริ่มใหม่อีกสักกี่ครั้งก็ตาม 

 

2. วัดร่องเสือเต้น

           วัดร่องเสือเต้น มีความโดดเด่นด้วยพระอุโบสถโทนสีฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงาม มีความวิจิตรตระการตาเป็นอย่างมาก ถือเป็นวัดเด่นแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย ด้านหน้าทางขึ้นพระอุโบสถมีงานปูนปั้นรูปพญานาคคู่ตัวใหญ่ศิลปะไทยประยุกต์ นอกจากนี้งานปูนปั้นโดยรอบพระอุโบสถ ก็ทำได้อย่างสวยงามในผลงานระดับพรีเมี่ยม ทำให้วัดร่องเสือเต้นแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมความงดงามกันเป็นจำนวนมาก

           ศิลปะที่ใช้ก่อสร้างวัดร่องเสือเต้น เรียกว่าเป็นศิลปะประยุกต์ ซึ่ง "สล่านก" ช่างผู้ดำเนินการสร้าง ได้ศึกษาร่ำเรียนมาตั้งแต่อยู่กับอาจารย์เฉลิมชัย และเคยเข้าไปทำงานที่วัดร่องขุ่น โดยจะสังเกตเห็นได้จากลวดลายต่างๆ ที่พลิ้วไหวนั้น ล้วนแต่เรียนรู้มาจากผลงานของอาจารย์ แต่ของอาจารย์เฉลิมชัยจะใช้โทนสีขาวและมีการใช้กระจก แต่ของสล่านกดัดแปลงมาเป็นการใช้โทนสีฟ้าแทน เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

 

3. วัดห้วยปลากั้ง

               วัดห้วยปลากั้ง เป็นอีกหนึ่งวัดดังยอดนิยมแห่งยุคของจังหวัดเชียงราย ในอดีตมีฐานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์ จนกระทั่งวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ได้มี "พระอาจารย์พบโชค ติสฺสวํโส" ได้เดินทางมาปฏิบัติธรรม เริ่มเติบโตเจริญพุทธสถานจากเพียงเล็กๆ เป็นความอลังการยิ่งใหญ่จากจิตศรัทธาของพุทธศาสนิกชนคนทั่วไป พร้อมอีกทั้งพระอาจารย์พบโชคนั้นมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์ในการทำนายทายทัก อันปรากฏเห็นเด่นชัดว่ามีผู้คนมาดูดวงกันอย่างล้นหลาม ส่วนใหญ่นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนตามความเชื่อส่วนบุคคล และได้ประสบผลสำเร็จในชีวิตทำให้พระอาจารย์พบโชคเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั้งภาคเหนือและทั่วประเทศดั่งที่เป็นอยู่แล้วในปัจจุบัน

              วัดห้วยปลากั้ง เป็นวัดที่มีคณะศรัทธาจากประชาชนคนท้องถิ่น จากพุทธศาสนิกชนต่างจังหวัดและต่างประเทศ เข้ามากราบไหว้นมัสการและปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมาก ถือเป็นจุดกำเนิดพุทธศาสนาที่สำคัญในเชียงรายในเวลาปัจจุบัน ซึ่งถือว่ามีความอลังการและยิ่งใหญ่ที่แตกต่างออกไปจากวัดที่มีรูปแบบพุทธศิลป์ล้านนาที่มีอยู่มากในจังหวัดเชียงราย โดยวัดห้วยปลากั้งจะมีรูปแบบศิลปะจีน หรือพุทธนิกายมหายาน คือ เคารพสักการะองค์เจ้าแม่กวนอิมเป็นหลัก

 

4. วัดแสงแก้วโพธิญาณ

             วัดแสงแก้วโพธิญาณ พุทธสถานที่สำคัญแห่งยุคที่เกิดขึ้นใหม่ในดินแดนล้านนาแห่งนี้ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านป่าตึงและพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาตั้งแต่บัดนั้นจวบจนปัจจุบัน ความหมายของชื่อ วัดแสงแก้วโพธิญาณ คำว่า “แสงแก้ว” หมายถึงแสงอันสว่างไสวราวกับดวงแก้วที่เปล่งประกายออกจากดอกบัว และสัญลักษณ์ดอกบัวที่พบในนิมิตก็อุปมาได้ดั่ง “พระโพธิญาณ” อันเป็นความรู้แจ้งสูงสุด หรือ “ความรู้ในการตรัสรู้” นั่นเอง ส่วนคำว่า “โพธิญาณ” มาจากคำว่า โพธิ แปลว่า ตรัสรู้ และคำว่า ญาณ แปลว่า หยั่งรู้ คำว่า “โพธิญาณ” จึงแปลให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่า “ความรู้ในการตรัสรู้” ซึ่งก็คือ “ตรัสรู้ความรู้ในสัจจธรรม”

            ผู้ที่ให้กำเนิดวัดแสงแก้วโพธิญาณ คือ "ครูบาอริยชาติ" ท่านเป็นผู้ที่มีมุมมองเกี่ยวกับธรรมะที่เป็นไปอย่างละเอียดลึกซึ้งมาก ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดออกมาสู่ผลงานชิ้นสำคัญจนเกิดเป็นวัดแสงแก้วโพธิญาณแห่งนี้ 

            นอกเหนือจากความยิ่งใหญ่และวิจิตรงดงามของสิ่งก่อสร้างและศาสนวัตถุต่างๆ แล้ว ครูบาอริยชาติยังได้สอดแทรกนัยสำคัญอันเป็น “สัจธรรม” แห่งชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาเอาไว้ในศิลปะต่างๆ อย่างหลากหลาย ทั้งนี้เพื่อเป็นพุทธานุสสติ หรือเป็นสิ่งเตือนใจให้ญาติโยมพุทธศาสนิกชนที่มาเยี่ยมเยือนได้พึงระลึกไว้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาในด้านโครงสร้างหรือรูปแบบในการก่อสร้างแล้ว จะเห็นว่าการออกแบบและตกแต่งวัดแห่งนี้ นอกจากแสดงออกถึงความเชื่อและวัฒนธรรมของชาวพุทธในดินแดนล้านนาอย่างชัดเจนแล้ว การแบ่งพื้นที่ใช้สอยตลอดจนแผนผังรูปแบบศาสนวัตถุและเสนาสนะต่างๆ ล้วนมีนัยที่สื่อความหมายในเชิงธรรมะและแฝงหลัก “พุทธธรรม” อันลึกซึ้งเอาไว้ในแทบทุกองค์ประกอบของผังวัด

 

5. วัดพระธาตุดอยตุง

            วัดพระธาตุดอยตุง หรือชื่อเดิมว่า วัดพระมหาชินธาตุเจ้า ตั้งอยู่บนยอดดอยตุงดอย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวเทือกเขาดอยนางนอน มีพระบรมธาตุดอยตุงประดิษฐานอยู่บนยอดดอย สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล พระบรมธาตุดอยตุงเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงรายและพุทธศาสนิกชนชาวล้านนา ร่วมถึงพุทธศาสนิกชนชาวลาวบางพื้นที่ก็มีความเคารพศรัทธาในพระธาตุดอยตุงเช่นกัน โดยชาวเชียงรายมีประเพณีเดินขึ้นดอยบูชาพระธาตุ ในวันเพ็ญเดือน 3 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

            องค์พระธาตุดอยตุง เดิมมีเพียงองค์เดียว รูปแบบการก่อสร้างก่อเป็นศิลปะคล้ายกับองค์พระธาตุดอยสุเทพ สำหรับองค์พระธาตุดอยตุงในอดีตเคยถูกปล่อยทิ้งร้างขาดการบูรณะซ่อมแซม ทำให้ตัวพระธาตุชำรุดทรุดโทรมเป็นอันมาก นับตั้งแต่พญามังรายมหาราชได้สร้างเจดีย์อีกองค์ใกล้กัน พระธาตุดอยตุงจึงมีสององค์และได้รับการบูรณะเคียงคู่กันเรื่อยมา ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2470 องค์พระธาตุมีความทรุดโทรมมาก ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาร่วมกับชาวเมืองเชียงรายได้บูรณะขึ้นใหม่ โดยสร้างเป็นเจดีย์องค์ระฆังตามรูปแบบศิลปะล้านนา การบูรณะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2516 โดยกระทรวงมหาดไทย ได้สร้างองค์พระเจดีย์สีทองขึ้นครอบเจดีย์องค์เดิมไว้

 

6. วัดป่าอาชาทอง

             วัดป่าอาชาทอง เริ่มต้นด้วยการก่อตั้งเป็น “สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง” มีเจ้าอาวาสเป็นพระนักพัฒนานามว่า “ครูบาเหนือชัย โฆสิโต” ผู้ที่ทำให้วัดป่าอาชาทองมีชื่อเสียงโด่งดังลือลั่นไปทั่วหล้า ด้วยคำว่า “พระขี่ม้าบิณฑบาตร” ที่ได้กลายเป็นการท่องเที่ยวในระดับ Unseen Thailand จากการยกย่องของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

            แน่นอนว่าสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนคนทั่วไป คือการได้มาชมพระขี่ม้าบิณฑบาตร ซึ่งต้องมาให้ทันในช่วงเช้า ทางวัดได้เตรียมของสำหรับใส่บาตรไว้ให้เรียบร้อยแล้ว มาแต่ตัวกับปัจจัยก็พอ นอกจากนี้การได้เห็นลีลาการเทศนาบนหลับม้าของเจ้าอาวาสก็ถือว่าคุ้มค่าไม่แพ้กัน พระวจนะของท่านเหลือล้ำ ฟังแล้วน่าเลื่อมใสจริงๆ ที่สำคัญคือ อย่าพลาดคลานลอดท้องม้า ซึ่งแน่นอนว่ามีที่นี่เพียงที่เดียวในโลก

 

7. วัดพระแก้ว

            วัดพระแก้ว เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นวัดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของตัวเมืองเชียงราย วัดพระแก้วเชียงรายแห่งนี้ เป็นสถานที่ที่ถูกค้นพบพระหยก หรือองค์พระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือถึงพุทธลักษณะอันงดงาม โดยตามประวัติกล่าวไว้ว่า ในรัชสมัยของพญาสามฝั่งแกน กษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ได้เกิดเหตุการณ์สายฟ้าฟาดผ่าลงมาที่เจดีย์ร้างองค์หนึ่งกลางเมืองเชียงราย เมื่อเจดีย์แตกร้าวทำให้พบองค์พระพุทธรูปปูนปั้นอยู่ภายใน ต่อมาเปลือกปูนกะเทาะออก ได้สังเกตเห็นหยกเขียวอยู่ภายใน เมื่อกระเกาะปูนออกจนหมด ทำให้ค้นพบองค์พระพุทธรูปหยก ซึ่งเรียกนามต่อกันมาว่า “พระแก้วมรกต” จากนั้นได้เกิดเหตุการณ์เคลื่อนย้ายและช่วงชิงกันต่างๆ นานาเรื่องราวมากมาย จนสุดท้ายได้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว กรุงเทพมหานครจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

            จุดเด่นของวัดพระแก้วคือการได้เยี่ยมชม "โฮงหลวงแสงแก้ว" มีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาประยุกต์ ภายในเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระพุทธสิหิงค์จำลอง รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในรูปแบบที่ทันสมัย นับเป็นจุดที่น่าสนใจและต้องพลาดโดยเด็ดขาด เพราะที่นี่ได้รวบรวมของสำคัญ ของล้ำค่า และของโบราณทางพุทธศาสนาล้านนาเอาไว้มากมาย

 

8. วัดพระธาตุผาเงา

          วัดพระธาตุผาเงา ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงในอำเภอเชียงแสน มีจุดเด่นที่ "หลวงพ่อผาเงา" เป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ศิลปะสมัยเชียงแสนสิงห์สาม มีเปลวรัศมี ขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย มีอายุระหว่าง 700-1,300 ปี ที่มาของชื่อ “หลวงพ่อผาเงา” ได้มาจากความฝันของคุณพ่อจันทา พรมมา หนึ่งในคณะศรัทธาผู้เริ่มบุกเบิกภารกิจปรับพื้นที่ ได้นอนหลับฝันว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งร่างสูงดำ มาบอกว่าก่อนยกชิ้นส่วนองค์พระประธานเดิมขึ้นให้นิมนต์พระ 8 รูป มาสวดถอนแล้วจะพบสิ่งมหัศจรรย์ เมื่อปฏิบัติตามนั้นจึงขุดพบพระพุทธรูปดังกล่าวและตั้งชื่อตามพระธาตุที่ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่กับที่ฝันเห็นพระภิกษุว่า “หลวงพ่อผาเงา”

          องค์พระธาตุผาเงา เป็นพระธาตุองค์เล็กทรงแปดเหลี่ยม ศิลปะล้านนาได้สร้างประดิษฐานขึ้นบนก้อนหินแกรนิตขนาดใหญ่ เป็นฐานของพระธาตุ สูง 10 เมตร และมีหินก้อนใหญ่ลักษณะคล้ายเงาของพระธาตุที่ตั้งอยู่ คณะผู้ค้นพบจึงขนานนามว่า “พระธาตุผาเงา”

 

9. วัดพระธาตุแม่เจดีย์

              วัดพระธาตุแม่เจดีย์ ตั้งอยู่บนยอดดอยแม่เจดีย์ เป็นวัดเก่าแก่โบราณของอำเภอเวียงป่าเป้า เคยถูกปล่อยทิ้งร้างเป็นเวลานานกว่า 974 ปี โดยสืบทราบว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1583 โดยพระเจ้าอโนมารธามังช่อ กษัตริย์พม่า ต่อมาจึงมีพระสงฆ์พำนัก และได้ขอพระราชทานวิสูงคามสีมา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2531 ทางคณะสงฆ์พร้อมคณะกรรมการโดยมีพระไพบูลย์ พัฒนาภิรักษ์ ได้นำพระสงฆ์สามเณร และญาติโยมร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมองค์พระเจดีย์ให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง และได้รับพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก จึงได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นอีกเพิ่มหนึ่งองค์เพิ่มบรรจุองค์พระธาตุ

              วัดพระธาตุแม่เจดีย์ มีจุดเด่นเป็น “พิพิธภัณฑ์พระ” ที่ได้รับการจัดสร้างโดยท่านเจ้าอาวาส เพื่อรวบรวมพระเครื่อง พระบูชาหลากหลายรุ่น และวัตถุโบราณต่างๆ ที่ขุดได้จากกรุวัดน้อยซึ่งเป็นวัดร้าง อีกส่วนหนึ่งเป็นของสะสมของท่านพระครูและญาติโยมนำมาบริจาค เพื่อเก็บรักษาไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

 

10. วัดพระธาตุจอมกิตติ

              วัดพระธาตุจอมกิตติ ตั้งอยู่บนยอดดอยน้อย องค์พระเจดีย์มีลักษณะฐานล่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีซุ้มสี่ทิศประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนปูนปั้นทั้งสี่ด้าน ส่วนยอดเป็นองค์ระฆังกลม สร้างโดยพระเจ้าพังคราช เมื่อปี พ.ศ. 1481 ภายในบรรจุพระธาตุที่พระพุทธโฆษาจารย์นำมาถวาย หลังจากที่เดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาจากประเทศลังกา แล้วกลับมาเผยแผ่ศาสนาในโยนกนคร (อำเภอเชียงแสนปัจจุบัน) ตรงกับสมัยของพระเจ้าพังคราช ซึ่งพระเจ้าพรหมมหาราชได้ทรงขับไล่ขอมไปจากโยนกสิ้น พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระเจ้าพังคราช พระราชบิดากลับมาขึ้นครองเมืองเชียงแสน ส่วนพระเจ้าพรหมมหาราช นักรบผู้ยิ่งใหญ่ได้ไปสร้างเมืองไชยปราการ เพื่อเป็นเมืองหน้าด่าน ป้องกันการรุกรานของข้าศึก เมื่อพระพุทธโฆษาจารย์ได้นำพระพุทธศาสนามาเผยแพร่ในเชียงแสน พร้อมกับได้อัญเชิญพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้ามาด้วยจำนวนถึง 16 พระองค์ เป็นพระบรมอัฐิธาตุส่วนพระนลาต (หน้าผาก) พระเจ้าพังคราชจึงได้แบ่งพระบรมธาตุให้กับพญาเรือนแก้ว (เจ้าเมืองไชยนารายณ์) ซึ่งได้นำไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์วัดจอมทองในตัวเมืองเชียงราย

Visitors: 110,889