เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา

          

          เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ถือเป็นเส้นทางเดินป่าระยะสั้นที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเส้นทางแห่งนี้ได้ต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกสารทิศตลอดทั้งปีแบบไม่มีหยุดพัก นอกจากนี้เส้นทางที่ตั้งอยู่บนหลังคาสยามสายนี้ยังอุดมไปด้วยมนต์เสน่ห์ทางธรรมชาติ แบบที่ใครๆ ที่ได้มีโอกาสมาเยือนแล้ว ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ประทับใจ”

 

         เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา ตั้งอยู่บนยอดดอยอินทนนท์ ตรงข้ามกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีระยะทางประมาณ 300 เมตร เป็นเส้นทางสั้นๆ ใช้เวลาเดินจบจนครบรอบประมาณ 20 นาที เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาเป็นเส้นทางเดินสบายๆ ชิลล์ๆ ไปตามทางเดินไม้ที่ลัดเลาะเข้าไปในผืนป่า เป็นทางเดินธรรมชาติที่มีความสวยงามและน่าประทับใจมากที่สุดสายหนึ่งของประเทศไทย เส้นทางนี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันน่าหลงใหลที่อุดมไปด้วยเสน่ห์ผืนป่าอินทนนท์ ผืนป่าที่เป็นแหล่งต้นน้ำธรรมชาติประเภทพรุน้ำจืดที่ได้ชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย เป็นบรรยากาศที่สามารถสร้างอารมณ์ได้แตกต่างไปจากผืนป่าแห่งอื่นใดในประเทศไทยที่ได้เคยสัมผัส เป็นป่าที่มีความพิเศษเฉพาะตัวหาได้มีที่ใดเสมอเหมือน

 

          

         ก่อนเริ่มต้นเดินบนเส้นทางมหาเสน่ห์แห่งนี้ มาทำความรู้จักกับคำว่า “อ่างกา” กันก่อน ..อ่างกาเป็นแอ่งน้ำธรรมชาติ มีขนาดพื้นที่มากกว่าสิบไร่ ตั้งอยู่บริเวณจุดที่สูงที่สุดของประเทศไทย หรือยอดดอยอินทนนท์ เป็นจุดที่มีน้ำท่วมขังตลอดปี สำหรับที่มาของชื่อ “อ่างกา” มีอยู่ 3 แหล่งอ้างอิงด้วยกัน ที่มาแรก มีคนกล่าวว่ามีหินละม้ายคล้าย “กา” อยู่บริเวณอ่างน้ำแห่งนี้  ที่มาที่สองคือ ในสมัยก่อนเคยมีอีกามาอาศัยอยู่บริเวณแอ่งน้ำแห่งนี้ และที่มาสุดท้าย เป็นคำที่เพี้ยนมาจากภาษาท้องถิ่น คือคำว่า “อั่งกา” ที่แปลว่า “ภูเขาใหญ่” จนมาเป็นคำว่า อ่างกาในปัจจุบันนั้นเอง ..ทั้ง 3 แหล่งที่มานี้ อาจเป็นได้เพียงอันใดอันหนึ่ง หรือใช่ทั้งสามเลยก็ถือว่ามีเหตุผลและไม่เหนือคาดแต่อย่างใด

          เนื่องจากเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกา ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกที่ลอยพัดผ่านเข้ามาตลอดเวลา ทำให้มีอากาศชื้นและเต็มไปด้วยละอองน้ำที่กระจายด้วยไปทั่วบริเวณเสมือนละอองฝน ทำให้ต้นไม้ใหญ่ในป่าดิบเขามีมอสและเฟิร์นขึ้นหุ้มเต็มต้นจนแลดูราวกับเป็นป่าในยุคดึกดำบรรพ์ ด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ถูกปกคลุมดังกล่าวทำให้ไม่สามารถหาที่ว่างตามกิ่งไม้ได้ รวมถึงบริเวณตลอดทางเดินจะอุดมไปด้วยพืชนิยมความชื้นทั้งมอส เฟิน และฝอยลม ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เปรียบเสมือนพรมสีเขียวที่ปกคลุมไปทั่วทั้งผืนป่า หรือที่เรียกกันเชิงเปรียบเทียบว่า “ต้นไม้ใส่เสื้อ”

 

           

           เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกา มีฉายาว่าเป็น “ประตูสู่หิมาลัย” เนื่องจากมีการศึกษาพบว่าบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของปลายเทือกเขาหิมาลัยที่ทอดยาวมาจากประเทศเนปาล ผ่านอินเดียและพม่าก่อนเข้าสู่ประเทศไทย ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์นี้เองทำให้ได้รับอิทธิพลจากอากาศที่หนาวเย็นจัดตลอดปี มีลักษณะทางชีวภาพที่โดดเด่น

          ด้านหน้าทางเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาจะมีป้ายไม้เขียนว่า “เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา” กับ “ศาลเจ้ากรมเกียรติ” สองสถานที่บนป้ายและเส้นทางเดียวกัน เข้ามาได้หน่อยเดียวจะมีแผนที่ไม้ตั้งอยู่ เป็นแผนที่บอกลักษณะของเส้นทางเดินที่เป็นแบบรอบวงกลม มีทางแยกแตกออกไปเล็กน้อย คือเส้นทางไปศาลเจ้ากรมเกียรติ

          หลังจากผ่านป้ายแผนที่ไปจะเป็นทางเดินลงบันได เมื่อเริ่มเข้ามาบนเส้นทางแห่งนี้จะรู้สึกได้ทันทีถึงอากาศที่หนาวเย็นแบบฮวบๆ มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมหนาแน่นจนแสงแดดส่องลงมาไม่ถึงพื้น และเมื่อเริ่มต้นเดินเท้าก้าวเข้าสู่เส้นทาง “ประตูสู่หิมาลัย” จากนี้จะเป็นทางเดินไม้ยกระดับเพื่อความปลอดภัยและเพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวก้าวเดินออกนอกเส้นทางอันจะเป็นการรบกวนธรรมชาติและทำลายระบบนิเวศน์ เนื่องจากเส้นทางนี้ไม่มีเจ้าหน้าที่มาคอยควบคุมหรือบังคับ นักท่องเที่ยวสามารถเดินได้อย่างอิสระจึงต้องช่วยกันปฏิบัติตามกฏด้วย

 

         

        ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติจะพาผ่านจุดสนใจต่างๆ พร้อมป้ายให้ความรู้ตามจุดนั้นๆ ซึ่งป้ายสื่อความหมายแรกก็คือ “ข้าวตอกฤาษี” เป็นพืชจำพวกมอสชนิดหนึ่ง แต่มีขนาดใหญ่กว่ามอสทั่วไป ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มีสีเขียวสลับส้มกับสีน้ำตาลอ่อนๆ มอสชนิดนี้จะขึ้นได้เฉพาะบนที่สูงที่มีความชื้นมากและมีอากาศหนาวจัดเท่านั้น เป็นพืชที่หาดูได้ยากมาก เพราะจะเจริญได้ดีในระดับความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

 

          

          ข้าวตอกฤาษี ชอบอาศัยอยู่ตามหุบเขาที่แสงส่องลงไปไม่ถึง เป็นพืชที่ขึ้นปกคลุมตามพื้นดิน โดยเฉพาะใต้ต้นไม้ใหญ่ ในอดีตข้าวตอกฤาษีเคยมีจำนวนลดลง เพราะมีการสูบน้ำบริเวณอ่างกาไปใช้ประโยชน์ ทำให้น้ำแห้งลงอย่างมาก ระบบนิเวศน์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง แต่ในปัจจุบันมีการใช้น้ำจากอ่างกาลดลง ข้าวตอกฤาษีจึงฟื้นคืนกลับมามีสภาพเกือบเหมือนเช่นในอดีต

 

 

            ถัดมาเป็น “ต้นกุหลาบพันปี” ที่ถือเป็นนางเอกของเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอ่างกาแห่งนี้ กุหลาบพันปีเป็นพืชที่แตกต่างกับกุหลาบพันธุ์ทั่วไป สายพันธุ์นี้ชอบขึ้นบริเวณที่มีอากาศหนาวเย็นและมีความชื้น คนท้องถิ่นเรียกกุหลาบพันปีชนิดที่มีดอกสีแดงนี้ว่า “คำแดง” พันธุ์นี้พบเฉพาะบนดอยอินทนนท์ที่เดียวเท่านั้น จึงถือเป็นพืชเฉพาะถิ่น ลักษณะเป็นต้นไม้พุ่มขนาดกลาง สำหรับต้นกุหลาบพันธุ์ปีบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกานี้ จะออกดอกในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งถือว่าแปลกมากทีเดียว 

 

 

            นอกจากกุหลาบพันปี กับข้าวตอกฤาษีที่ดูโดดเด่นแล้ว อีกหนึ่งต้นไม้ที่เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา คือ “ต้นทะโล้ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เรียกอีกชื่อว่า “มังตาน” ลักษณะเป็นลำต้นตรงมีความสูงประมาณ 15-25 เมตร ขนาดวัดรอบลำต้นได้ถึง 1.5 เมตร พบมากในป่าดิบชื้นที่ระดับความสูง 2,000 เมตรขึ้นไป แม้ทะโล้จะไม่ถึงกับเป็นพืชเฉพาะถิ่น แต่เชื่อเถอะว่าต้นทะโล้ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาแห่งนี้ มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย จนถึงขนาดเป็นอีกหนึ่งในไฮไลท์บนเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาเลยทีเดียว

 

 

        ต้นอูนแดง ถือเป็นอีกหนึ่งพืชประจำถิ่น เป็นพืชหายากที่แม้กระทั่งค้นหาข้อมูลใน Google ยังหาไม่พบเลย

 

 

           ป้ายสื่อความหมาย "อิงอาศัย" บอกว่า สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตย่อมต้องมีความสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังเช่นต้นไม้ใหญ่ที่มี มอส เฟิน เกาะอยู่รอบต้นนั้น ถือเป็นการอิงอาศัยแบบได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

 

 

          ระหว่างทางเดินท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น จะยินเสียงนกร้องเป็นระยะๆ ซึ่งบนดอยอินทนนท์แห่งนี้ถือเป็นแหล่งดูนกชั้นดีมีคุณภาพ เนื่องจากมีนักดูนกจากทั่วโลกเดินทางมาส่องนกเฉพาะถิ่น รวมถึงนกหายาก และนกอพยพมากมายหลายชนิด จากการสำรวจนกบนดอยอินทนนท์มีอยู่ถึง 385 ชนิด จาก 978 ชนิดที่พบในประเทศไทย “ป้ายวิหคไพร” ยังถือเป็นหนึ่งในจุดสื่อความหมายที่มีอยู่ในเส้นทางแห่งนี้ โดยนกที่พบเห็นได้มากได้กแก่ นกศิวะหางสีตาล นกกินปลีหางยาวเขียว นกอีแพรดท้องเหลือง นกมุ่นรกหัวน้ำตาลแดง นกหางรำดำ นกจับแมลงหน้าผากขาว นกปีกสั้นสีน้ำเงิน และนกกะรางหัวแดง เป็นต้น สำหรับนักดูนกสมัครเล่นเช่นนักท่องเที่ยวทั่วไป จงเอี้ยหูฟังเสียงไพร แม้จะไม่รู้ว่านกอะไรแต่ก็ไพเราะเพราะเพลิน

 

 

         เมื่อเดินมาถึงทางแยกไปศาลเจ้ากรมเกียรติ์ เส้นทางนี้ไม่ได้อยู่ในวงกลมจะต้องย้อนออกมาทางเดิม “ศาลเจ้ากรมเกียรติ์” สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่ พล.อ.อ เกียรติ์ มังคละพฤกษ์ และนายนิพนธิ์ บุญทรารมณ์ ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพอากาศและประเทศชาติ ซึ่งประสบอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกจนถึงแก่กรรม ณ ที่แห่งนี้ หลังจากเสร็จภารกิจสำรวจที่ตั้งศูนย์ควบคุมและรายงานดอยอินทนนท์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2515

 

 

           คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ดอยอิทนนท์คือยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย ซึ่งนั้นก็หมายความว่า นี่คือ "ต้นกำเนิดน้ำ" ที่สูงที่สุดในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ตาน้ำบริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาแห่งนี้ คือ จุดกำเนิดแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงมวลสรรพสิ่งนับล้าน ใครเลยจะรู้ว่าต้นน้ำลำธารเล็กๆบนนี้จะไหลยาวไกลไปจนถึงปากน้ำอ่าวไทยเลยทีเดียว ..

 

 

           ป้ายสื่อความหมายสุดท้ายของเส้นทางคือ "คุณค่านิรันดร" อันหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าที่ควรปกป้องหวงแหนรักษาไว้ ซึ่งหากสูญสิ้นผืนป่าแห่งนี้ไป คนไทยคงต้องต้มน้ำทะเลกินแน่นอน

 

 

        เมื่อเดินจนจบก็จะพบทางออก เป็นเส้นทางครบรอบวงกลมพอดิบพอดี ใครติดใจจะวนเข้าไปใหม่อีกรอบก็ย่อมได้ แล้วอย่าลืมว่าสามารถเก็บความประทับใจไว้ในภาพถ่ายเท่านั้น อย่ารินำสิ่งใดที่มีอยู่ในเส้นทางนี้ติดไม้ติดมือออกไปโดยเด็ดขาด

 

           

           นอกจากนี้ จะละเลยการกล่าวถึงเสียมิได้ก็คือ “อ่างกา” แหล่งน้ำบนหลังคาสยามอันเป็นที่มาชองชื่อเส้นทางแห่งนี้ ในอดีตบนนี้เป็นแอ่งน้ำที่มีน้ำอยู่มากพอที่จะถูกสูบไปใช้ได้ หลังจากที่มีการสร้างห้องน้ำเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้มาเยือน และเมื่อน้ำในอ่างกาถูกสูบไปใช้จนมีสภาพแห้งเหือด ส่งผลต่อระบบนิเวศน์บนดอยอินทนนท์อย่างรุนแรง จึงได้มีการสร้างแทงค์น้ำกักเก็กน้ำฝนเพื่อนำไปใช้ภายในห้องน้ำแทน แต่เมื่อฉุกคิดได้ก็สายเสียแล้ว..

 

อ่างกาแกลอรี่

Visitors: 110,483