เส้นทางศึกษาธรรมชาติผาช่อ

 

          เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติผาช่อ เป็นเส้นทางสั้นๆที่อุดมไปด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ รวมทั้งยังมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่สวยงามแปลกตา ตลอดเส้นทางจะมีป้ายสื่อความหมายบอกรายละเอียดสิ่งที่น่าสนใจจำนวน 10 สถานี รวมมีระยะทางเดินทั้งหมด 900 เมตร โดยจะใช้เวลาเดินประมาณ 45 นาที ซึ่งเส้นทางเดินจะเป็นเส้นทางไป-กลับทางเดียวกัน

 

 

          ผาช่อ เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติแม่วาง มีลักษณะเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เกิดจากการกัดเซาะของลมและน้ำฝน จนทำให้เกิดเป็นประติมากรรมผาดิน จากข้อมูลการสันนิษฐานของนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า เมื่อกว่าล้านปีก่อนพื้นที่บริเวณแห่งนี้เคยเป็นเส้นทางน้ำไหลของแม่น้ำปิง สังเกตได้จากตะกอนดินที่มีลักษณะเป็นร่องน้ำ พบเศษกรวดก้อนหินที่มีลักษณะกลมมนกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปและฝังอยู่ในเนื้อดินจำนวนมาก จนกระทั่งแม่น้ำปิงได้ไหลเวียนเปลี่ยนทิศ บริเวณนี้จึงถูกยกตัวเป็นเนินดินสูง ตะกอนแม่น้ำปิงก่อตัวทับถมกันเป็นชั้นๆ ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานจนถูกกัดเซาะกลายเป็นหน้าผาและเสาดินที่มีรูปร่างแปลกตา มีลวดลายเป็นริ้วม่านขนาดใหญ่แลดูสวยงาม กำแพงม่านยักษ์ที่สูงที่สุดมีความสูงกว่า 30 เมตร พื้นที่ปกคลุมด้วยเรือนยอดไม้เป็นอาณาบริเวณกว้าง จนได้รับฉายาว่าเป็น "แกรนแคนยอนแห่งเชียงใหม่"

 

 

          เมื่อปี พ.ศ. 2544 คุณดวงดาว เตชะวัฒนาบวร ตำแหน่งนักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแม่วาง ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ จนได้พบว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้มีปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่เป็นลักษณะกำแพงตะกอนดิน ชาวบ้านเรียกว่า "ผาจ้อ" จึงได้ดำเนินการสำรวจเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติแม่วาง กระทั่งจัดตั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวพร้อมตั้งชื่อตามภาษาไทยกลางว่า "ผาช่อ"

         ต่อมาในปี พ.ศ. 2555 ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงถนนหนทางให้สะดวกยิ่งขึ้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2557 ได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงจัดการแหล่งท่องเที่ยวผาช่อ โดยจัดทำเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และจุดถ่ายรูป ในช่วงปีนั้นได้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมและถ่ายรูปเผยแพร่ภาพผาช่อออกไป หลังจากนั้นผาช่อจึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

 

 

         เมื่อมาถึงผาช่อ จะพบกับป้ายบอกเส้นทางเริ่มต้นเดิน พร้อมทั้งมีป้ายบอก "ข้อควรปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว" จำนวน 10 ข้อ ฉะนั้นนักท่องเที่ยวควรอ่านและทำความเข้าใจก่อนเริ่มเดินบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาช่อ เพื่อป้องกันการกระทำอันผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วจะมาอ้างว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ภายหลังไม่ได้นะ

 

ป้ายสื่อความหมาย

 

  สถานีที่ 1 มะม่วงหัวแมงวัน ไม้มีพิษ         สถานีที่ 2 เหมือดคน                       สถานีที่ 3 ชะมวง พืชอาหารและยา

  สถานีที่ 4 ปรงป่า พืชบำรุงดิน                 สถานที่ 5 แก้มขาวใบต่างดอก           สถานีที่ 6 เถาว์มะหนัง

  สถานีที่ 7 คำมอกหลวง                         สถานีที่ 8 ปอเต่าไห้                        สถานีที่ 9 เสาโรมัน

  สถานีที่ 10 ผาช่อ                                

 

สปาอุ้งเท้า ..ธรรมชาติบำบัดด้วยหินแม่น้ำ

 

         การเดินบนหินแม่น้ำด้วยเท้าเปล่า โดยใช้เวลาเพียง 20-30 นาที เป็นการนวดผ่อนคลายเพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตไปที่ปลายเท้า สามารถคลายความเมื่อยตึงของกล้ามเนื้อได้ ในทางการแพทย์แผนโบราณนั้น ถือเป็นการรับไอดิน ทำให้มีการปรับธาตุในร่างกายได้อย่างสมดุล

         วิธีการเดินบนหินแม่น้ำ ให้ค่อยๆวางฝ่าเท้าลงทีละข้างลงอย่างนิ่มนวล เนื่องจากหินแม่น้ำมีลักษณะกลมมน ไม่มีเหลี่ยมคม จึงทำให้รู้สึกสบายเท้า ในขณะที่เดินย่ำลงไปบนหิน ค่อยๆสูดลมหายใจเข้า-ออก ช้าๆ ลึกๆ ไปเรื่อยๆ จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

 

 

         เส้นทางเดินในช่วงแรกจะเป็นทางลงเนินดิน ทางอุทยานฯจัดทำเป็นขั้นบันไดอย่างดีมีราวจับ เมื่อลงไปจนถึงพื้นราบ จะเป็นทางเดินคดโค้งไปตามเส้นทางของร่องลำน้ำปิงสายเก่าท่ามกลางผืนป่าเต็งรังที่รายล้อมอยู่รอบตัว เส้นทางเดินนี้จะโค้งไปมาเหมือนงูเลื้อยไม่มีผิด

 

 

        เดินพื้นราบคดโค้งพอหนุกหนานมาได้ระยะหนึ่ง ถึงเวลาต้องออกแรงเดินขึ้นเนินกันแล้ว เนินนี้ชื่อว่า "ม่อนลองแฮง" แปลเป็นภาษากลางว่า "เนินทดสอบแรง" ลักษณะเป็นทางเดินขั้นบันไดมีราวจับไว้ให้พยุงตัวขึ้นไป กว่าจะเอาชนะเนินนี้ไปได้เล่นเอาเหนื่อยหอบกันไปตามๆกัน แต่เมื่อขึ้นไปถึงข้างบน ก็จะได้พบกับไฮไลท์ของเส้นทางสายนี้ นั้นก็คือ "ผาช่อ" 

        หลังจากถ่ายรูปเป็นที่ระลึกบริเวณจุดไฮไลท์เรียบร้อยแล้ว ต่อไปจะเป็นเส้นทางเดินลงเนินที่มีชื่อว่า "หลิ่งปาวเจือก" รวมความหมายได้ว่า เป็นทางลงเนินลาดลงที่ต้องจับราวเชือก

 

 

        เมื่อเดินลงเนินหลิ่งปาวเจือกมาแล้วจะพบกับประติมากรรมผาดินสูงตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ต้องเงยหน้ามองแหงนหน้าถ่ายรูป ผู้คนมากมายต่างตะลึงงึงงันกับความอัศจรรย์ของผาช่อ ที่มีรูปร่างลักษณะเป็นแท่งคล้ายเสาและม่านกำแพง ทำให้แท่งหินบริเวณนี้ได้รับการตั้งฉายาให้เป็น "เสาดินแห่งโรมัน" ซึ่งจุดๆนี้ ถือเป็นช่วงพีคของเส้นทาง ทำให้มีนักท่องเที่ยวใช้เวลาในการบันทึกภาพกันมากเป็นพิเศษ

 

 

        เมื่อเก็บภาพในจุดพีคนี้เรียบร้อยแล้ว เดินต่อไปตามเส้นทางจะพบกับ "ฮ่อมกองกีด" เป็นภาษาเหนือ คำว่า ฮ่อง = ร่อง คำว่า กอง = ถนนหนทาง คำว่า กีด = แคบ รวมความหมายถึง "ร่องทางเดินแคบๆ" นั้นเอง เส้นทางช่วงนี้จะแคบมากๆตามชื่อ สำหรับคนไซส์เล็กเอ็กซ์ไซส์ จะเดินได้สบายมาก แต่สำหรับคนไซส์เอ็กซ์แอลแคลลอรี่สูง จะเป็นเส้นทางที่ลำบากและใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษ

       เมื่อผ่านฮ่อมกองกึดมาได้แล้ว เส้นทางจะเข้ามาบรรจบกับเส้นทางเดิมที่เดินเข้ามาแล้ว ให้เดินสวนทางกลับไปทั้งหมด

 

 

        ในบางวันที่มีนักท่องเที่ยวปริมาณมาก จะมีเจ้าหน้าที่ประจำดูแลตามจุด พร้อมทั้งอธิบายและคอยตักเตือนนักท่องเที่ยวในกรณีที่มีการสัมผัสผาช่อ เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นตะกอนที่เกาะตัวกันอย่างหลวมๆ ซึ่งถูกปัจจัยทางธรรมชาติทำให้ผุกร่อนตามกาลเวลาอยู่แล้ว การเข้าไปสัมผัสจึงเป็นการเร่งให้เกิดความเสียหายเร็วมากขึ้น

        "สถานที่แห่งนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองดูแลรักษา ขอให้นักท่องเที่ยวอย่าได้นำออกไปซึ่งสิ่งใดๆ หรือกระทำการใดที่ไม่เหมาะสม มิฉะนั้นอาจเกิดสิ่งที่ไม่ดีกับตัวท่าน ดังเช่นผู้ที่เคยประสพมาแล้ว" คำกล่าวของ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วาง

       หลังจากเดินกลับผ่านเส้นทางคดโค้งไปตามร่องแม่น้ำปิงแล้ว ก็ต้องเดินขึ้นบันไดกลับไป ณ ลานจอดรถตามเดิม ..เหนื่อยครั้งสุดท้าย   

 

Visitors: 111,491