พระนางจามเทวี

 

     เรื่องราวของพระนางจามเทวี ถือเป็นตำนานโบราณที่มีความยาวนานมากกว่า 1,300 ปี กษัตรีย์ผู้เก่งกาจกล้าหาญที่สุดพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่นำไปเชื่อมโยงกับตำนานที่สำคัญอื่นๆเกี่ยวเนื่องกันไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำนานกำเนิดดอยสุเทพ ตำนานม่อนล่องของขุนหลวงวิลังคะ ตำนานวัดต่างๆในเมืองลำพูน ตำนานกำเนิดเมืองลำปาง ตำนานวัดพระธาตุดอยคำ และวัดพระธาตุดอยน้อย จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานเส้นทางล่องแม่น้ำปิงที่ก่อเกิดเป็นชื่อของเกาะแก่ง ชุมชน และวัดต่างๆในเขื่อนภูมิพล และแน่นอน ตำนานการเกิดเมืองลำพูน ซึ่งในปัจจุบันเคยได้รับการผลักดันให้เป็นเมืองมรดกโลก

     ครั้นจะให้นำเนื้อหาของตำนานต่างๆที่เชื่อมโยงเหล่านั้นมาประกอบในบทนี้ด้วย เกรงจะทำให้เนื้อหายาวเหยียดเกินไป หากแต่ความสำคัญของตำนานเชื่อมโยงนั้นมีคุณค่าต่อการนำมาเล่าสู่กันฟังเป็นอย่างยิ่ง แต่จะขอนำเสนอในบทเต็มในคราต่อไปจะลึกซึ้งกว่า สำหรับตำนานของพระนางจามเทวีนี้จะนำเสนอตั้งแต่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ไปจบจนถึงวันที่ท่านสิ้นร่างมลายไป ติดตามกันได้เลยครับ 

 

 

     ในปี พ.ศ. 1176 สุเทวฤาษี หรือ ฤาษีวาสุเทพ (โยงกับตำนานกำเนิดดอยสุเทพ) ได้พบกับทารกน้อยเพศหญิงลอยอยู่บนดอกบัวกลางหนองน้ำ ฤาษีวาสุเทพจึงได้รับเอาเด็กน้อยเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมทั้งตั้งชื่อให้ว่า "วี" (หมายถึง พัด) โดยฤาษีได้ใช้พัดรองรับพระนาง เนื่องจากพระฤๅษีอยู่ในสมณเพศ ไม่อาจถูกตัวสตรีได้นั้นเอง

     ต่อมาพระนางวีได้ร่ำเรียนสรรพวิชาการต่างๆจากฤๅษี ท่านสุเทวฤๅษีจึงได้ผูกดวงและตรวจสอบชะตา ทราบว่ากุมารีผู้เป็นบุตรบุญธรรมของท่านจะมีวาสนาเป็นถึงจอมกษัตริย์ ปกครองบ้านเมืองอันใหญ่โตซึ่งจะรุ่งเรืองไปในภายภาคหน้า จึงตกลงใจว่าจะต้องส่งเด็กหญิงไปสู่ราชสำนักเพื่อรับการอภิเษกขึ้นเป็นเชื้อพระวงศ์ให้สมควรแก่การที่จะได้เป็นใหญ่ต่อไป ท่านฤๅษีจึงได้ส่งพระนางไปที่ราชสำนักแห่งกรุงละโว้ ซึ่งเป็นราชสำนักที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในดินแดนสุวรรณภูมิในยุคนั้น (เมืองละโว้ ปัจจุบันคือเมืองลพบุรี โยงกับตำนานเมืองลพบุรี)

 

 

     ในปี พ.ศ. 1202 สุกกทันตฤๅษี ซึ่งเป็นสหายกับสุเทวฤๅษี ได้สร้างเมืองหริภุญชัยขึ้น (เมืองหริภุญชัย คือเมืองลำพูนในปัจจุบัน โยงกับตำนานเมืองลำพูน) จากนั้นฤาษีทั้งสอง จึงได้เดินทางไปยังกรุงละโว้ เพื่อทูลขอพระนางจามเทวีจากพระเจ้ากรุงละโว้ ให้ไปเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองหริภุญชัย

 

 

     ฤาษีทั้งสองได้ให้อำมาตย์เป็นตัวแทนในการส่งสาส์นถึงพระเจ้ากรุงละโว้ เมื่อพระนางจามเทวีปรึกษากับพระราชบิดากับพระสวามีแล้ว ทั้งพระสวามีกับพระราชบิดาต่างก็อนุญาต พระนางจึงได้เดินทางออกจากเมืองละโว้ตามคำทูลเชิญของพระฤๅษี โดยมีเหตุผลที่พระนางตัดสินใจร่วมด้วยก็คือ ในเวลานั้นเจ้าชายรามราชพระสวามีได้ออกบวช พระนางจึงทรงอยู่ในฐานะไร้พระสวามี รวมถึงพระนางได้ระลึกถึงพระคุณของท่านสุเทวฤๅษีที่เคยชุบเลี้ยงมาก่อน

 

 

     ในการเดินทางจากละโว้ไปสู่เมืองหริภุญชัยนั้น พระนางได้เชิญพระเถระ 500 รูป หมู่ปะขาวทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล 500 คน บัณฑิต 500 คน หมู่ช่างแกะสลัก 500 คน ช่างแก้วแหวน 500 คน พ่อเลี้ยง 500 คน แม่เลี้ยง 500 คน หมู่หมอโหรา 500 คน หมอยา 500 คน ช่างเงิน 500 คน ช่างทอง 500 คน ช่างเหล็ก 500 คน ช่างเขียน 500 คน หมู่ช่างทั้งหลายต่างๆอีก 500 คน และช่างโยธา 500 คน ให้ร่วมเดินทางกับพระนางเพื่อไปสร้างบ้านแปงเมืองแห่งใหม่ให้มั่นคงยิ่งขึ้น โดยเดินทางด้วยการล่องเรือไปตามแม่น้ำปิง กินระยะเวลานาน 7 เดือน พร้อมกันนี้พระนางยังได้เชิญพระพุทธรูปสำคัญมาด้วย 2 องค์ คือ "พระแก้วขาว" ซึ่งว่ากันว่าเป็นองค์เดียวกับที่ประดิษฐาน ณ วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ กับ "พระรอดหลวง" ซึ่งประดิษฐานที่วัดมหาวัน จังหวัดลำพูน (โยงไปถึงตำนานของวัดทั้งสองแห่ง)

    ขณะที่พระนางล่องเรือมาตามลำน้ำปิง ได้หยุดพัก และได้สร้างที่พักชั่วคราว พระนางได้ซักผ้าและตากผ้าไว้บริเวณนั้น จึงเป็นที่มาของชื่อจังหวัดตาก ในขณะที่พระนางยืนอยู่ริมแม่น้ำ มีคนเห็นพระนางมีเงาทาบลงผืนน้ำถึง 3 เงา จึงเป็นที่มาของชื่ออำเภอสามเงา (ส่วนเงาที่เห็นเป็น 3 นั้น ก็คือเงาของพระนางจามเทวีเอง กับเงาของพระโอรสแฝดที่พระนางทรงตั้งครรภ์อยู่ในเวลานั้นนั่นเอง)

 

 

     เมื่อพระนางเดินทางมาถึงชุมชนแห่งหนึ่ง ด้วยระยะทางอันยาวไกลทำให้พระนางเหนื่อยล้า พระนางจึงคิดว่าคงมาถึงเมืองหริภุญชัยแล้ว แต่ปรากฏว่ายังมาไม่ถึง ชุมชนที่พระนางคิดว่ามาถึงแล้ว จึงได้ชื่อว่าเมืองฮอด (แปลว่า "ถึง") หรืออำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน

     ครั้นเวลาผ่านไปจนถึงเดือนที่ 7 ของการเดินทาง พระนางจามเทวีพร้อมขบวนจึงได้เดินทางมาถึงนครหริภุญชัย โดยชาวเมืองได้ออกมาต้อนรับขบวนเสด็จอย่างยิ่งใหญ่

 

 

     เมื่อพระนางเดินทางมาถึงเมืองหริภุญชัยแล้ว สุเทวฤๅษีและสุกทันตฤๅษีจึงกระทำพิธีราชาภิเษกพระนางขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งนครหริภุญชัย ทรงพระนามว่า "พระนางเจ้าจามเทวี บรมราชนารี ศรีสุริยวงศ์ องค์บดินทร์ ปิ่นธานีหริภุญชัย" เป็นปฐมกษัตริย์แห่งจามเทวีวงศ์

 

 

     หลังจากผ่านวันราชาภิเษกไปแล้ว 7 วัน พระนางจึงประสูติพระราชโอรส (ซึ่งติดมาในพระครรภ์ตั้งแต่ยังทรงอยู่เมืองละโว้กับเจ้าชายรามราชพระสวามี) เป็นพระราชโอรสแฝด 2 พระองค์ พระโอรสองค์โตมีพระนามว่า "พระมหันตยศ" ส่วนองค์รองมีพระนามว่า "พระอนันตยศ"

 

 

     พระนางจามเทวีทรงเป็นจอมกษัตริย์ปกครองนครหริภุญชัยจนมีความรุ่งเรือง อีกทั้งยังมีพระรูปเลอโฉมงดงาม มีพระปรีชาญาณหลักแหลม เป็นที่สรรเสริญแก่บรรดาประเทศใหญ่น้อยทั่วไป บรรดาเจ้าผู้ครองนครทั้งหลายจึงใคร่จะได้พระนางไปเป็นพระมเหสี เนื่องจากพระนางในเวลานี้ถือว่าอยู่ในสถานะโสด

     จนกระทั่งในปี พ.ศ. 1226 ข่าวเลื่องลือระบือไกลไปถึงหูของกษัตริย์แห่งระมิงค์นคร มีนามว่า "ขุนหลวงวิลังคะ" เป็นผู้นำชาวลัวะ ได้ส่งทูตพร้อมเครื่องบรรณาการมาถวายสาส์นทูลเชิญพระนางเสด็จไปเป็นพระมเหสีแห่งระมิงค์นคร ซึ่งพระนางตอบปฎิเสธอย่างนิ่มนวล โดยให้ขอเสนอว่า หากขุนหลวงวิลังคะผู้มีความสามารถในการพุ่งหอก ได้พุ่งหอกจากบนดอยคำลงมาปักกลางเมืองหริภุญชัยได้ถึง 3 ครั้ง จะยอมเป็นพระมเหสี

     ขุนหลวงวิลังคะรับคำท้า และสามารถพุ่งหอกปักลงกลางเมืองได้ถึง 2 ครั้ง แต่ครั้งที่ 3 ทำไม่สำเร็จเนื่องจากอุบายของพระนางจามเทวี เมื่อไม่สำเร็จก็ไม่บรรลุข้อตกลง แต่ด้วยการถูกเหยียดหยามในฐานะลูกผู้ชาย จึงยอมไม่ได้ (เนื้อหานี้โยงกับตำนานพระธาตุดอยคำ) 

 

 

     ในที่สุดขุนหลวงวิลังคะก็นำทัพเข้าล้อมเมืองหริภุญชัยด้วยทหารจำนวน 80,000 คน พระนางจามเทวีมีพระราชโองการให้พระโอรสทั้งสองซึ่งเจริญพระชมมายุได้ 7 พรรษาแล้วขึ้นประทับเหนือช้างปู้ก่ำงาเขียวนำทัพออกศึก โดยพระมหันตยศประทับคอช้าง พระอนันตยศประทับกลางช้าง กองทัพของหริภุญชัยมีจำนวนเพียง 3,000 คน แต่เมื่อกองทัพของทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากัน พลรบชาวลัวะก็ให้บังเกิดอาการหน้ามืดตามัวหมดกำลัง เพราะเผชิญหน้ากับช้างปู้ก่ำงาเขียวในเวลาเที่ยงวันพอดี จนในที่สุดไม่มีผู้ใดทนได้ก็พากันแตกทัพอลหม่านโดยไม่ทันได้สู้รบทิ้งอาวุธและสิ่งของไว้เป็นอันมาก

     โอรสแฝดได้เข้าประจัญหน้ากับขุนหลวงวิลังคะ และได้ใช้หอกเสียบเข้าที่ซี่โครงของขุนหลวงวิลังคะจนบาดเจ็บสาหัส ถอยทัพกลับไป จนทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อไป อัฐิของพระองค์ได้ถูกฝังไว้บนม่อนล่องแนวเขาเหนือม่อนแจ่มในปัจจุบัน (โยงกับตำนานม่อนล่อง)

 

 

      หลังสิ้นสงครามขุนหลวงวิลังคะแล้ว พระนางจามเทวีก็ได้ทรงอภิเษกพระมหันตยศขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองนครหริภุญชัยแทนพระนาง และอภิเษกพระอนันตยศขึ้นเป็นพระอุปราช รวมเวลาที่พระนางเสวยราชย์ในกรุงหริภุญชัยได้ 7 ปี เมื่อพระมหันตยศได้เสวยราชย์แล้ว ทรงดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทแห่งพระมารดาทุกประการ นครหริภุญชัยจึงยิ่งเจริญรุ่งเรืองและร่มเย็นเป็นสุข

 

 

     แม้ขุนหลวงวิลังคะจะมีชะตากรรมที่น่าเศร้า อกหักพร้อมกับเสียเหลี่ยมกับหญิงรัก แถมยังสิ้นชีพเพราะเด็ก 7 ขวบอีก ทว่าก็ยังไม่จบแบบเคล้าน้ำตาซะทีเดียว ขุนหลวงวิลังคะมีธิดาฝาแฝด 2 พระองค์ และได้อภิเษกสมรสกับโอรสแฝดของพระนางจามเทวีในเวลาต่อมา จบอย่าง Happy Ending ในรุ่นลูก  

 

 

     เมื่อโอรสคนพี่ครองเมือง โอรสคนน้องก็อยากมีเมืองครองด้วยเช่นกัน สุเทวฤๅษีทราบเรื่องดังกล่าวจึงถวายคำแนะนำแก่พระอนันตยศให้ไปไหว้ฤๅษีพุทธชฏิลที่ดอยโชติบรรพต ไปหาพรานเขลางค์ที่ดอยลุทธบรรพต และไปกราบท่านสุพรหมฤๅษี ที่ดอยเขางามริมแม่น้ำวัง เพื่อขอให้ช่วยสร้างนครแห่งใหม่ พระอนันตยศทรงดำเนินการตามนั้นทุกอย่าง 

 

 

     สุพรหมฤๅษีและพรานเขลางค์ได้ช่วยกันสร้างเมืองที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้นครหริภุญชัย พร้อมทั้งตั้งชื่อนครแห่งใหม่นี้ว่า "เขลางค์นคร" (ปัจจุบันคือเมืองลำปาง โยงกับตำนานกำเนิดเมืองลำปาง)

 

 

     จากนั้นสุพรหมฤๅษีก็ถวายการราชาภิเษกพระเจ้าอนันตยศขึ้นเสวยราชสมบัติในพระนครแห่งใหม่ หลังจากนั้นพระนางจามเทวีจึงเสด็จมายังเมืองเขลางค์นครตามคำทูลเชิญของพระโอรส พระองค์ได้กระทำพิธีราชาภิเษกพระราชโอรสอีกครั้งอย่างมโหฬาร และได้ประทับอยู่ที่เมืองนี้ต่ออีก 6 ปี ตามคำทูลขอของพระอนันตยศ

 

 

     ครั้นเมื่อครบกำหนด พระนางจามเทวีจึงได้เสด็จออกจากเขลางค์นครกลับสู่นครหริภุญชัย 

 

 

     ครั้นบ้านเมืองสงบสุขภายใต้การปกครองของพระเจ้ามหันตยศแล้ว ในปี พ.ศ. 1236 พระนางจามเทวีซึ่งมีพระชนมายุได้ 60 พรรษาแล้ว จึงทรงละจากการกำกับดูแลราชการแผ่นดินทั้งปวง และทรงสละเพศฆราวาสฉลองพระองค์ขาวเสด็จไปประทับทรงศีลที่วัดแห่งหนึ่ง และทรงเอาพระทัยใส่ต่อการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นอีกมากมาย กระทั่งถึง พ.ศ. 1274 จึงเสด็จสวรรคต รวมพระชันษาได้ 98 พรรษา

 

 

     หลังจากนั้น พระเจ้ามหันตยศ จึงโปรดฯให้จัดพิธีบูชาสักการะพระศพเป็นการใหญ่ 7 วัน แล้วจึงก่อพระเมรุมาศสำหรับถวายพระเพลิง จัดให้มีการสมโภชพระศพ 7 วัน แล้วจึงถวายพระเพลิง หลังเสร็จการถวายพระเพลิงพระศพแล้วจึงได้เชิญพระอัฐิไปบรรจุไว้ในสุวรรณจังโกฏิเจดีย์ ปัจจุบันเรียกกันเป็นสามัญว่า "เจดีย์กู่กุด" ภายในวัดจามเทวี อำเภอเมือง จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน (โยงกับตำนานวัดจามเทวี)

 

 

     นี่คือ "เจดีย์กู่กุด" ลักษณะของเจดีย์คือบนปลายสุดของยอดเจดีย์ได้หักไป ภายในบรรจุพระอัฐิของพระนางจามเทวี ณ วัดจามเทวี ปัจจุบันเป็นวัดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของตัวเมืองลำพูน ..ขอน้อมสักการะดวงพระวิญญาณ

Visitors: 111,491