ท่องไปในเมืองปัว

 

ถิ่นผู้กล้าพญาผานอง ท่องอุทยานภูคา ผ้าทอไทยลื้อ เลื่องลือเครื่องเงิน

 

     ปัวเริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของ “พญาภูคา” เจ้าเมืองย่าง เชื่อกันว่าคือบริเวณใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผาในปัจจุบัน เนื่องจากปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพญาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น สร้างเมืองใหม่สองเมือง คือ เมืองหลวงพระบาง กับเมืองวรนคร คำว่า "วรนคร" หมายถึง เมืองดี นับว่าเป็นเมืองที่เริ่มต้นราชวงศ์ภูคา

     พญาขุนฟอง ได้เสวยราชสมบัติในเมืองวรนคร ต่อมาพญาขุนฟองถึงแก่พิราลัยในช่วงที่เมืองวรนครว่างจากผู้นำ “พญางำเมือง” เจ้าเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองบ้านเมืองวรนครทั้งหมด กระทั่ง "เจ้าขุนใส" ได้ยกทัพมาต่อสู้กับพญางำเมืองจนหลุดพ้นจากอำนาจการปกครองจากเมืองพะเยา เจ้าขุนใสปกครองเมืองวรนครพร้อมทั้งได้รับการสถาปนาเป็น "พญาผานอง" ภายหลังเมืองวรนครได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เมืองปัว” ผูกความสัมพันธ์กับกรุงสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดังปรากฏชื่อเมืองปัวอยู่ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑

 

     

     พญาผานอง ครองเมืองปัวอยู่ได้ 30 ปี กระทั่งมาถึงสมัยที่พระราชโอรสปกครองแทน ครั้งนั้น “พญาการเมือง” ได้เลือกสถานที่บรรจุพระบรมธาตุที่ได้รับมาจากรุงสุโขทัย จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นบนดอยภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ อีกทั้งยังได้อพยพผู้คนจากเมืองปัวลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณนั้น เรียกว่า "เวียงภูเพียงแช่แห้ง" เมือปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง

     พิธีบวงสรวงพญาผานอง จะจัดตรงหน้าที่ว่าการอำเภอปัวในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี 

 

 

     อนุสาวรีย์พญาผานอง จากประวัติเมืองปัว หรือชื่อเดิม "วรนคร" ที่ได้เกริ่นนำไป จึงพอสรุปได้ว่า บุคคลที่มีความสำคัญต่อเมืองปัวมากที่สุดก็คือ "พญาผานอง" ด้วยคุณงามความดีและอานุภาพของท่าน ชาวอำเภอปัวจึงสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นที่สักการะเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2525 และปรับปรุงเพิ่มเติม พ.ศ. 2536

     ฉะนั้นหากได้มาเยือนเมืองปัว เพื่อความเป็นสิริมงคลจึงแนะนำให้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง นั้นก็คือ "อนุสาวรีย์พญาผานอง" ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกันกับที่ว่าการอำเภอปัว

 

 

     ศาลเจ้าหลวงภูคา พญาภูคา ต้นตระกูลภูคา คือบุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดเมืองวรนครขึ้นมา ชาวเมืองปัวได้สร้างศาลของท่านขึ้นบนดอยภูคา พร้อมทั้งเรียกท่านว่า "เจ้าหลวงภูคา" ได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ของทุกปี นักท่องเที่ยวที่ได้เดินไปเที่ยวดอยภูคาจึงไม่ควรพลาดแวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

 

 

     ศาลเจ้าพระยาแก้ว ประดิษฐานอยู่บริเวณทางขึ้นพระธาตุจอมแจ้ง ไม่ทราบประวัติความเป็นมาใดๆเลย ว่าท่านเป็นใคร แต่หากคนท้องถิ่นได้สร้างศาลของท่านไว้ จึงอนุมานได้ทันทีว่าท่านต้องเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพื้นที่ และคนต่างถิ่นผ่านมาเช่นเราจึงควรแวะสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลอีกเช่นกัน

 

 

    พระเจ้าทันใจบ้านหลักลาย ตามความเชื่อของชาวพุทธล้านนา นิยมสักการะองค์พระเจ้าทันใจ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่หลายสถานที่ด้วยกัน แต่ที่บ้านหลักลายแห่งนี้ องค์พระเจ้าทันใจประดิษฐานอยู่บนถนนลอยฟ้าสายบ่อเกลือ-แม่จริม มีวิวทิวทัศน์ของทะเลภูเขาที่สวยงามเป็นอย่างมาก เป็นอีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แนะนำให้แวะสักการะกันในระหว่างเดินทาง

 

 

     ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หลังจากที่ได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันมาหลายจุดแล้ว ต่อไปก็ได้เวลาเที่ยว แต่ก่อนจะเที่ยวต้องมีการวางแผนกันนิดนึง ทั้งเรื่องของเส้นทางและเพิ่มเติมความรู้ในสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่ง แวะเข้าไปสอบถามที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำเมืองปัว จะมีข้อมูล แผนที่ และเจ้าหน้าที่คอยตอบคำถามให้กับนักท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี เมืองที่มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำอยู่นั้น บ่งบอกว่าเมืองนั้นเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่นและได้รับการมาเยือนจากนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดอย่างไม่ขาดสาย

 

 

     สวนสาธารณะอ่างเก็บน้ำ ร.ศ. 200 เป็นแหล่งพักผ่อนของชาวเมืองปัว ตั้งอยู่บริเวณเดียวกับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว มีจุดเด่นเป็นกว่างสองตัวกำลังงัดกัน ซึ่งกว่าง หรือ "ด้วง" ถือเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองปัว โดยสามารถพบเห็นได้ตั้งแต่หน้าทางเข้าสู่เมืองปัวแล้ว ชาวเมืองปัวได้ตั้งฉายาให้กับแมลงปีกแข็งชนิดนี้ว่าเป็น "นักสู้แห่งขุนเขา"  

 

 

     น้ำตกศิลาเพชร เป็นน้ำตกยอดนิยมประจำอำเภอปัว ตั้งอยู่ในเขตบ้านป่าตองดอนทรายทอง ตำบลศิลาเพชร ห่างจากตัวอำเภอปัวประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ตัวน้ำตกมีทั้งหมด 3 ชั้น มีน้ำไหลตลอดทั้งปี ลักษณะเป็นแอ่งน้ำเหมาะแก่การเล่นน้ำ ยกเว้นในช่วงฤดูน้ำหลาก น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีขุ่นไหลแรงมาก บริเวณด้านหน้าทางเข้าน้ำตกมีร้านอาหาร เครื่องดื่ม และห้องสุขาไว้บริการ

 

 

     วังศิลาแลง ถือเป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวสุดมหัศจรรย์ของอำเภอปัวที่ได้รับการขนานนามให้เป็น "แกรนด์แคนยอนเมืองปัว" โดยวังศิลาแลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของตำบลศิลาแลง ตั้งอยู่ในพื้นที่ของบ้านหัวน้ำ มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลผ่านซอกหินผาที่มีลำน้ำกูนไหลผ่านและกัดเซาะจนเห็นเป็นร่องรอยเว้าแหว่งตามการหมุนวนของน้ำ ประกอบด้วยวังน้ำและโตรกผาเป็นช่วงๆ โดยมีวังน้ำประมาณ 7 วัง รวมระยะทางกว่า 400 เมตร ในช่วงฤดูแล้งจะมองเห็นความสวยงามของวังน้ำและโตรกผาได้อย่างชัดเจนและสามารถลงเล่นน้ำได้ โดยภาพรวมผมมองแล้วคล้ายกับ "ออบหลวง" Unseenแห่งอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งลักษณะทางกายภาพนั้นเหมือนกันเปี๊ยบเลย

 

 

     ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และโรงเพาะเห็ด มีชื่อเสียงโด่งดังถึงขนาดได้รับการมาเยือนจากรายการโทรทัศน์กว่า 10 รายการ เรียกว่าได้ถ้ามีการถ่ายทำรายการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน หรืออำเภอปัว จะต้องมีฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำแห่งนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ต้องห้ามพลาดอย่างแน่นอน ผู้มาเยือนส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรับประทานอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าทุกเมนูมีองค์ประกอบหลักเป็น "เห็ด" เช่น พิซซ่าเห็ด เห็ดหอมทอดซีอิ้ว เห็ดออริจิผัดกุ้ง ยำสามเห็ด ต้มยำปลาคังใส่เห็ด เป็นต้น เรียกว่าถูกใจสายเห็ดเลยทีเดียว นอกจากนี้ฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำยังเป็นเส้นทางของการเดินทางไปเที่ยว "วังศิลาแลง" อีกด้วย 

 

 

     กาแฟบ้านไทลื้อ ถือเป็นร้านกาแฟสไตล์ลูกทุ่งที่มีอากาศที่สุดแสนบริสุทธิ์ อีกทั้งยังมีทัศนียภาพที่แตกต่างออกไปจากร้านกาแฟแต่งสวยทั่วไป เนื่องจากความสวยงามของร้านกาแฟแห่งนี้คือความเป็นธรรมชาติของเรือกสวนไร่นา ที่จะโดดเด่นเขียวขจีเป็นพิเศษในช่วงฤดูกาล Green Season หรือในฤดูฝนนั้นเอง มุมนั่งของร้านกาแฟร้านนี้จะเป็นซุ้มที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา โดยมีทางเดินไม้ไผ่ยกสูงเหนือท้องนาเป็นเส้นทางเชื่อมถึงกันอย่างเก๋ไก๋

     นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะหลงใหลไปกับความงดงามเบื้องหน้า กระหน่ำถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน แต่อย่าลืมว่านี่คือร้านกาแฟ ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงทัศนียภาพเท่านั้น กาแฟก็มีคุณภาพด้วยเช่นกัน เป็นกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกเอง ณ หมู่บ้านบ้านสันเจริญ อำเภอท่าวังผา ผ่านการคั่วจากฝีมือคุณพนม แก้วเทพ ผู้เป็นเจ้าของร้าน นำเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตมาคั่วเอง จนได้กาแฟรสชาติถูกปากคอกาแฟไทย

 

 

     ครัวเจ๊ต้อย พักเบรครับประทานอาหารกันหน่อย ร้านอาหารใจกลางเมืองปัว ครัวเจ๊ต้อย ถ้าไม่มาลองถือว่าพลาด มีเมนูอาหารหลากหลาย ทั้งอาหารตามสั่งจานเดียว ส้มตำ ยำแซ่บ ร้านเปิดครอบคลุมเกือบทั้งวัน ตั้งแต่ 8.00-20.00 น. ร้านเจ้ต๊อยนี้มีสตอรี่ เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 เริ่มจากเป็นเพียงร้านรถเข็นด้านหน้าเซเว่นสาขาแรกของอำเภอปัว โดยเน้นขายผัดไท ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ได้ย้ายมาเป็นร้านถาวรอย่างที่เป็นในปัจจุบัน แต่ตอนนั้นยังคงเน้นเมนูผัดไทเหมือนเดิม และได้เพิ่มเมนูมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2556 เมนูจึงเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่างที่เห็น

 

 

     ลำดวนผ้าทอ ผ้าทอไทลื้อมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยอมรับว่าเป็นภูมิปัญญาอันเป็นอัตลักษณ์เฉพาะ ร้านลำดวนผ้าทอจำหน่ายผ้าทอเมืองน่าน ผ้าทอไทลื้อ ผ้าทอพื้นเมือง เสื้อผ้าพื้นเมืองสำเร็จรูป และของฝากของที่ระลึก ในราคาย่อมเยา เดินเลือกซื้อเลือกหาเพื่อเป็นของฝากกันได้ จากร้านเล็กๆ ขยับขยายกิจการจนปัจจุบันเป็นที่รู้จัก กระทั่งเป็นหน้าเป็นตาของอำเภอปัวและจังหวัดน่าน โดยดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการร้านกาแฟบ้านไทลื้ออีกด้วย

 

 

     ดอยซิลเวอร์ หากว่ากันถึงผลิตภัณฑ์ระดับโอท็อป นอกเหนือไปจากผ้าทอไทลื้อแล้ว อำเภอปัวยังมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของ "เครื่องเงิน" ถือเป็นของฝากและเครื่องประดับสำหรับผู้ที่ค่อนข้างมีฐานะ โดยผมได้เดินทางเข้าไปเยี่ยมชมถึงในโชว์รูมและโรงงานผลิตเครื่องเงินของ "ดอยซิลเวอร์แฟคตอรี่"

     ดอยซิลเวอร์แฟคตอรี่ เป็นศูนย์หัตถกรรมที่ได้สืบสานศิลปหัตกรรมเครื่องประดับเงินจากบรรพบุรุษรุ่นปู่สืบทอดมาสู่รุ่นลูกหลาน ด้วยประสบการณ์ด้านเครื่องประดับเงินมากกว่า 70 ปี มีช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับเงินมากกว่า 200 คน ทำให้ศูนย์หัตถกรรมเครื่องเงิน “ดอยซิลเวอร์แฟคตอรี่” เป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นหมู่คณะสามารถเข้าเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตเครื่องเงินได้ทุกขั้นตอน

 

 

     กลุ่มทอผ้าไทลื้อบ้านเก็ต วกกลับมาผ้าทอไทลื้อกันอีกรอบ สถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านทอผ้าที่จัดได้ว่าไม่ธรรมดาเลย โดยได้รับเกียรติให้เป็น 1 ใน 3 หมู่บ้านที่ได้รับมอบหมายการทอตุงเพื่อตกแต่งในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมีป้าหลอม คุณศดานันท์  เนตรทิพย์ เป็นประธานกลุ่ม

     กลุ่มทอผ้าไทลื้อบ้านเก็ต เกิดขึ้นได้เพราะการวมตัวของการสืบทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น จากผ้าผืนเก่าๆขาดๆแต่ละผืน กับความวิจิตรพิสดารของลายผ้าที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ตามผ้าเสื่อ ผ้าปูที่นอน ผ้าปูเสื่อ สมัยโบราณสิ่งที่ค่าหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบไม่ได้ จึงเกิดการรวมตัวกันช่วยสืบค้น แกะลายจากผ้าปูที่นอนเก่าๆกลายมาเป็นผ้าปูที่นอนแบบใหม่ มาเป็นผ้าคลุมไหล่ ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน และหมอนอิง เป็นต้น ภูมิปัญญาล้ำค่าเหล่านี้ได้ผสมผสานกับการฝึกฝนทักษะ คิดค้นลวดลายใหม่ๆจนมีความชำนาญ ปัจจุบันสมาชิกในกลุ่มมีมากกว่า 57 คน

 

      พักสายตากับวิวถนนลอยฟ้า สายบ่อเกลือ-แม่จริม 

 

     เข้าไปติดตามเพิ่มเติมกันได้ตามหัวข้อข้างล่างนี้ ที่พักเมืองปัว, ไหว้พระ ๙ วัดเมืองปัว และอุทยานแห่งชาติดอยภูคา 

Visitors: 110,483