เที่ยวเมืองลี้ ..ที่ไม่ลับ

     

     หากได้ชมวีดีโอด้านบนแล้ว จะทราบถึงตำนานผู้ให้กำเนิดเมืองลี้ ที่ค่อนข้างให้ความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง .. "ลี้" เป็น 1 ใน 8 อำเภอของจังหวัดลำพูน มีเนื้อที่เกือบครึ่งหนึ่งของทั้งจังหวัด เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และยังมีโบราณสถานมากมายหลายแห่ง รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของเขตผืนป่าอนุรักษ์อันมีนามว่า "อุทยานแห่งชาติแม่ปิง" อีกด้วย

     อำเภอลี้ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเก่าแก่ ก่อตั้งเมืองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ก่อนปี พ.ศ. 1800 มีพระนางจามรี ราชธิดาเมืองหลวงพระบาง เป็นหัวหน้าในการอพยพผู้คนหลบหนีลี้ภัยข้าศึกและโรคระบาดจากเมืองหลวงพระบางลงมายังทางทิศใต้สู่แคว้นล้านนา ได้สร้างเมือง ณ บริเวณอันเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุดวงเดียวในปัจจุบัน เนื่องจากมีลักษณะภูมิประเทศเหมาะสม มีสายน้ำสามสายมาบรรจบกัน เมืองลี้มีความเจริญรุ่งเรืองตลอดมา จนกระทั่งกรุงสุโขทัยได้ยกทัพมาตี โดยกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินไปยังกรุงสุโขทัย เมืองลี้จึงกลายเป็นเมืองร้าง

    ต่อมามีผู้คนอพยพมาจากเมืองเชียงใหม่ ลำพูน เถิน และตาก เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยจนถึงกลางสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าเมืองลำพูนหรือนครหริภุญไชยได้แต่งตั้งเจ้าเมืองมาปกครองและตั้งเป็นเมืองลี้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และในปี พ.ศ. 2454 ได้เปลี่ยนแปลงฐานะเป็น อำเภอเมืองลี้ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2460 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอลี้ โดยตั้งแต่ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอจนถึงปัจจุบันรวมเป็นเวลา 100 ร้อยปีพอดี

    

 

     บริเวณที่สร้างเมืองลี้ในอดีตปัจจุบันยังคงปรากฏหลักฐานซากกำแพงเมืองให้เห็นบริเวณ วัดพระธาตุดวงเดียว วัดพระธาตุห้าดวง วัดพระธาตุแท่นคำ วัดลี้หลวง และวัดโปงกาง ซึ่งปัจจุบันวัดนี้เป็นวัดร้าง วัดทั้งหมดที่กล่าวมาตั้งอยู่บริเวณสองข้างทางถนนลำพูน-ลี้ หรือถนนทางหลวงหมายเลข 106

     อำเภอลี้ มีสภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่สูง เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารหลายสายที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำลี้ แล้วไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่บ้านวังสะแกง เขตอำเภอเวียงหนองล่อง แม่น้ำลี้เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านจากทางทิศใต้ขึ้นไปทางทิศเหนือโดยผ่าน 4 อำเภอของจังหวัดลำพูน ได้แก่ อำเภอลี้ อำเภอทุ่งหัวช้าง อำเภอบ้านโฮ่ง และอำเภอเวียงหนองล่อง แม่น้ำลี้จึงเปรียบเสมือนเส้นโลหิตสายใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้ง 4 อำเภอ

 

     ในเมื่อได้ทราบชื่อของผู้สร้างเมืองลี้ "พระนางจามรี" กันแล้ว ขอขยายเนื้อหาเพิ่มเติมเพื่อให้ทราบถึงประวัติของแม่เมืององค์นี้กันอย่างถ่องแท้ โดยชื่อของพระนางจามรี มีความคล้ายคลึงกับ "พระนางจามเทวี" จนหลายคนเข้าใจกันไปว่าเป็นคนๆเดียวกัน หรือพิมพ์ชื่อผิดกันไป ซึ่งในตอนนี้ก็คงชัดเจนแล้วว่า พิมพ์ไม่ผิด และเป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน

     จากการค้นคว้า เหตุที่ชื่อนำหน้า "จาม" เหมือนกัน นั้นก็เพราะคำว่า จาม เป็นตำแหน่งของ "นางพญาแม่เมือง"

     นอกจากนี้ข้อแตกต่างระหว่าง "นางพญาแม่เมือง" สององค์นี้ที่เห็นได้ชัดก็คือระยะเวลา ยุคของจามเทวีนั้นตรงกับ พ.ศ.1200 หรือสมัยทวารวดี อันมีกรุงละโว้เป็นราชธานี ในขณะที่จามรีนั้น มีอายุอยู่ในสมัยหริภุญไชยตอนปลายต่อกับล้านนาตอนต้น ห่างไกลจากยุคจามเทวีถึง 600 ปี 

 

 

     ความเป็นมาของเจ้าแม่จามรี ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่ามุขปาฐะที่รับรู้กันเฉพาะชาวลี้จากรุ่นสู่รุ่นหลายชั่วอายุคน พระนางเคยเป็นเจ้าหญิงเมืองหลวงพระบาง ได้เดินทางไกลสู่เวียงลี้ อพยพพาไพร่ฟ้าประชาชนไปตายเอาดาบหน้า ภายหลังจากที่พระราชบิดา-มารดา ถูกกองทัพจีนฮ่อผู้รุกรานปลงพระชนม์อย่างเหี้ยมโหด เจ้าหญิงจามรีรอนแรมหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีช้าง "พลายมงคล" ทำหน้าที่คอยเสี่ยงทายเส้นทางในทุกสถานที่ ว่าควรจะไปซ้ายหรือขวา จะขึ้นเขาหรือลงห้วยก็สุดแต่ช้างจะพาไป

     ล่องแม่น้ำกกจนถึงเมืองฝาง ผ่านเชียงดาว ลัดเลาะแม่ระมิงค์มายังดอยหล่อ แล้วกรีธาพลข้ามสายธาราไปยังอาณาจักรหริภุญไชยทางตอนใต้ ปัจจุบันคืออำเภอเวียงหนองล่อง ต่อเนื่องถึงทุ่งหัวช้าง กระทั่งเข้าสู่ลี้ โดยไม่ทราบว่าใช้ระยะเวลาในการเดินทางกี่ปี กี่เดือน กี่วัน (ผิดกับตำนานจามเทวีที่ระบุชัดว่าลงแพมา 7 เดือนถึงนครหริภุญชัย)

     ในที่สุดเจ้าหญิงจามรีก็หยุดอยู่ ณ ไชยภูมิที่เหมาะสม นั่นคือบริเวณวัดพระธาตุดวงเดียวแห่งเวียงลี้ เป็นจุดที่ช้างเลือกให้ก่อนขาดใจตายภายหลังจากที่ภาระของมันสิ้นสุดแล้ว จากราชธิดาหลวงพระบาง กลายมาเป็นเจ้าแม่จามรี ปฐมกษัตริย์แห่งเวียงลี้ ในอดีตมีชื่อว่า "เวียงกุมตระ" (เป็นชื่อเวียงเดิมของชาวลัวะที่มีมาก่อนแล้ว) จากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่าเวียงลี้มีร่องรอยคันน้ำคูดิน กำแพงเมืองศิลาแลง เศษซากโบราณสถาน โบราณวัตถุ ภาชนะเครื่องถ้วย ลวดลายปูนปั้นประดับเจดีย์กล่นเกลื่อน ที่มีอายุเก่าถึงช่วงต้นอาณาจักรล้านนาหรือปลายหริภุญไชย

 

     สำนึกของคนเมืองลี้ ซึ่งเรียกขานตัวเองว่า "ชาวลิ" ในปัจจุบันนั้น ไม่รู้สึกผูกพันหรือคิดว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของลำพูน ด้วยพื้นที่อำเภอเดียวมีขนาดใหญ่เกือบครึ่งจังหวัด มากกว่าอีก 7 อำเภอที่เหลือรวมกัน ซ้ำยังเป็นดินแดนที่มีเสาหลักเมืองแยกออกมาเป็นเอกเทศ มีกษัตริย์ในท้องถิ่นเป็นของตนเองไม่เกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวี กษัตริย์เวียงลี้องค์ที่นั่งเมืองสืบต่อจากเจ้าแม่จามรี ได้แก่ เจ้าอุ่นเมือง เจ้าจองสูง เจ้าข้อมือเหล็ก เจ้าปู่เหลือง และเจ้านิ้วมืองาม เป็นองค์สุดท้าย

     ยุคเจ้านิ้วมืองามได้มีกองทัพสุโขทัยเข้ามาบุกรุกโจมตีเผาเวียงลี้จนล่มสลาย ผู้คนแตกตื่นจนเวียงลี้ร้างไปนานหลายศตวรรษ อย่างไรก็ดีชาวลิยังคงภาคภูมิใจกับราชวงศ์จามรี แม้เคยมีกษัตริย์ปกครองอยู่เพียงระยะเวลาสั้นๆเพียง 6 รัชกาลก็ตาม 

 

 

     เริ่มเที่ยวเมืองลี้กันได้แล้ว ..อำเภอลี้เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยพุทธสถาน ทั้งวัดโบราณที่มีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ และวัดที่เกิดขึ้นในยุคใหม่ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังศรัทธาอันแรงกล้าจากพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะชาวปกาเกอญอ นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันดีว่า อำเภอลี้เป็นบ้านเกิดของนักบุญแห่งล้านนา "ครูบาศรีวิชัย" และยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระอรหันต์ โดยได้ถือกำเนิดครูบาที่เป็นพระอรหันต์ถึง 3 องค์ด้วยกัน

     นอกจากวัดวาอารามแล้ว อำเภอลี้ยังมากล้นไปด้วยผืนป่าธรรมชาติด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติแม่ปิง 1 ใน 2 อุทยานแห่งชาติของจังหวัดลำพูน โดยได้ครอบคลุมพื้นที่อ่างเก็บน้ำตอนกลางของเขื่อนใหญ่ยักษ์นาม "ภูมิพล" ..ไปพบกับแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอลี้กัน 

 

1. วัดบ้านปาง

 

     เป็นวัดบ้านเกิด เป็นสถานที่อุปสมบท และเป็นสถานที่ดับขันธ์มรณภาพของนักบุญแห่งล้านนาครูบาศรีวิชัย หากเดินทางมาจากตัวเมืองลำพูนตามถนนทางหลวงหมายเลข 106 วัดบ้านปางจะอยู่ก่อนถึงอำเภอลี้ถึง 38 กิโลเมตร ครูบาศรีวิชัยเป็นพระนักพัฒนา ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับพระพุทธศาสนาในแผ่นดินล้านนาจนมีผู้คนเคารพศรัทธากันเป็นจำนวนมากตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน แม้กาลจะผ่านไปแล้วกว่าร้อยปีก็ตาม

     ผลงานที่ท่านได้ทำไว้ เท่าที่รวมแล้วพบว่างานบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามมีมากว่ากว่า 200 แห่ง โดยผลงานที่ทำให้ท่านเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ การสร้างถนนขึ้นไปกราบนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณของหลวงเลย สำหรับผลงานชิ้นสุดท้ายของท่านที่ไม่เสร็จในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คือ "สะพานศรีวิชัยอนุสรณ์" สะพานข้ามแม่น้ำปิงเชื่อมอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กับ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

    ภายในวัดบ้านปาง นอกจากจะมีอัฐิ รอยพระบาท และรอยพระหัตถ์ที่ประทับไว้บนแผ่นหินของครูบาศรีวิชัยแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร ซึ่งเก็บของใช้ส่วนตัวของท่านไว้อย่างครบถ้วน ได้แก่ สบง จีวร หมอน กระโถน แจกัน รวมถึงรถยนต์คันแรกในประวัติศาสตร์ที่ครูบาศรีวิชัยประทับขึ้นดอยสุเทพอีกด้วย 

 

2. วัดพระธาตุดวงเดียว

 

     วัดพระธาตุดวงเดียว เป็นที่เก่าแก่ที่สุดและเป็นวัดแรกของเมืองลี้ เนื่องจากตำนานพระนางจามรีได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า ได้พบกับพระธาตุดวงเดียว และสร้างวัดขึ้นกลางเวียงลี้ โดยวัดโบราณแห่งนี้มี 12 ปูชนียวัตถุสำคัญให้ได้สักการะบูชา ได้แก่ 1. พระธาตุเจดีย์ดวงเดียว 2. พระธาตุปีเกิด ๑๒ ราศี (พระธาตุ ๑๒ พลังขลังมีให้บูชา) 3. หลวงพ่อทันใจใจวิหาร (พระเจ้าอมยิ้มมองกาลไกล) 4. หลวงพ่อพุทธาห้าองค์ (พระเจ้าห้าพี่น้อง) 5. หลวงพ่อเมตตาในอุโบสถ (พระทรงเรือสุวรรณหงส์) 6. พระสีวลีเถระ (พระผู้มีลาภไม่ขาดสาย) 7. พระอุปคุต (พระผู้ปราบมาร) 8. ครูบาศรีวิชัย (นักบุญแห่งล้านนา) 9. ครูบาขาวปี (พระอรหันต์ผ้าขาว) 10. ครูบาวงศา (พระนักพัฒนาตลอดชีพ) 11. เจ้านางจามรี (พระนางผู้สร้างเมืองลี้) และ 12. พลายมงคลหัตถี (พญาช้างผู้ซื่อสัตย์)

     นอกจากนี้บริเวณกำแพงรอบเวียงพระธาตุ ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวเวียงลี้ ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างครบถ้วนอีกด้วย

 

3. วัดพระธาตุห้าดวง

 

    วัดพระธาตุห้าดวง เป็นวัดที่ตั้งก็ยังอยู่ติดกันกับวัดพระธาตุดวงเดียว และเป็นวัดที่ 2 ของเวียงลี้ สร้างขึ้นจากนิมิตรของพระนางจามรีที่เห็นแสงสว่างจากดวงแก้วทั้ง 5 ดวง ลอยอยู่บนกองดิน ทราบภายหลังว่าเป็น พระเมโตธาตุ (น้ำไคลมือ) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคยล้างพระหัตถ์ และน้ำก็ไหลผ่านปลายนิ้วทั้งห้าลงพื้นดิน ในวันที่ 20 เมษายนของทุกปีจะมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุห้าดวง นอกจากจะสักการะองค์เจดีย์พระธาตุห้าดวงแล้ว ยังมีวิหาร "๙ ครูบา" ที่รวมรูปหล่อครูบาพระนักพัฒนาแห่งลำพูนทั้ง 9 รูปไว้อีกด้วย

 

4. วัดพระพุทธบาทผาหนาม

 

     วัดพระพุทธบาทผาหนาม ถือเป็นวัดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งยุค เพราะนอกจากจะเป็นวัดที่ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่โดยพระนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่แล้ว บนยอดดอยผาหนามยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ทะเลหมอก และจุดชมวิว 360 องศาที่งดงามที่สุดในเมืองลี้อีกด้วย 

     วัดพระพุทธบาทผาหนาม มีอายุกว่า 300 ปี เคยเป็นวัดร้างก่อนการบูรณะขึ้นใหม่ ประกอบด้วยจารึกถึงพระครูบามหารัตนาคร ครูบินใจ ครูบาพุทธิมา ครูบาสุนันทะ ครูบาจันทร์แก้ง ครูบาก๋า ครูบาอินตุ้ย และครูบาสุยะ ทิ้งให้เป็นป่ารกร้างแต่มีซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง และรอยพระพุทธบาท ต่อมาครูบาอภิชัยขาวปีซึ่งมีอายุ 76 ปี ได้ร่วมกับชาวบ้านที่อพยพหนีน้ำท่วมจากเขื่อนภูมิพล โดยยึดเอาการบูรณะวัดร้างบนดอยผาหนาม กระทั่งเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองด้วยศรัทธาและสิ่งก่อสร้างมากมาย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยเฉพาะรูปปั้นปูนขนาดใหญ่ของครูบาอภิชัยขาวปีในเครื่องนุ่งห่มแบบชีปะขาวอยู่เชิงดอยผาหนาม ในวันที่ 13 -17 เดือนเมษายนของทุกปีจะมีงานนมัสการสรงน้ำเป็นประจำ โดยจะมีประชาชนทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาทำบุญเป็นจำนวนมาก

     วัดพระพุทธบาทผาหนาม แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่วัดที่ตั้งอยู่ด้านล่าง จะมีรูปปั้นขนาดใหญ่ของครูบาอภิชัยขาวปี ศิษย์ของครูบาศรีวิชัย และอีกหนึ่งจุดคือ พื้นที่วัดบนดอยผาหนาม ประดิษฐานองค์พระธาตุ 2 องค์ โดยมีทางเดินสะพานที่แข็งแรงทนทานเชื่อมถึงกัน เป็นจุดชมวิวมองเห็นเมืองลี้ได้ 360 องศา ในช่วงเช้าจะได้ลุ้นเห็นปรากฏการณ์ทะเลหมอกด้วย สำหรับการเดินทางขึ้นไปยังจุดชมวิวตั้งอยู่บนยอดดอยสามารถเดินทางได้ 2 วิธี  คือ เดินขึ้นบันไดนาคซึ่งตั้งอยู่ด้านล่าง หรือขับรถขึ้นไป ซึ่งทางขึ้นจะอยู่ด้านข้างวัด แต่ต้องขับด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้บริเวณจุดชมวิวยังมีร้านกาแฟชมดอย สามารถจิบกาแฟพร้อมชมวิวไปด้วยสุดชิลล์

 

5. วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม

 

     วัดพระบาทห้วยต้ม เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอลี้ และเป็นวัดประจำหมู่บ้านห้วยต้ม ศูนย์รวมความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่ใครก็สัมผัสได้ของชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยต้ม ตัววัดตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอลี้ประมาณ 10 กิโลเมตร

     วัดพระบาทห้วยต้ม มีอาณาบริเวณกว้างขวาง ภายในมีสิ่งก่อสร้างทำจากศิลาแลงที่ขุดได้จากบ่อศิลาแลงด้านหลังของวัด และมีองค์พระธาตุที่ได้รับการตกแต่งอย่างงดงามโดยครูบาชัยวงศา พระอาจารย์ชื่อดังและเป็นพระนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านของล้านนา ท่านเป็นผู้บูรณะก่อสร้างวัดพร้อมพลังศรัทธาของบรรดาชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ จนกลายเป็นวัดที่อุดมไปด้วยศาสนสถานที่สวยงามอลังการมากมาย 

     แม้ครูบาชัยวงศา จะมรณะภาพลาจากชาวบ้านห้วยต้มไปแล้ว แต่ศรัทธายังคงอยู่และสืบสานต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น สรีระสังขารของท่านยังคงเก็บรักษาไว้อย่างดี ..จารึกไว้ตลอดกาล

 

6. พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย

 

     พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ถือเป็น Landmark ของอำเภอลี้เลยก็ว่าได้ เจดีย์องค์สีทองขนาดใหญ่มหึมา ที่สามารถมองเห็นได้ตั้งแต่ในระยะไกล ยิ่งไปกว่านั้นส่วนประกอบของเจดีย์ยังสร้างจากศิลาแลงทั้งองค์ ซึ่งถือเป็นเจดีย์ศิลาแลงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย เจดีย์มีความสูง 64 เมตร ผู้สร้างคือ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศา พระนักพัฒนาที่ชาวบ้านห้วยต้มเลื่อมใสศรัทธา เพื่อให้เป็นพุทธเจดีย์ของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ อันจะเป็นพุทธเจดีย์ของภัทรกัปให้ลูกหลานคนไทยได้กราบไหว้เป็นแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นแห่งที่สองของโลก โดยได้ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 10 ปีเต็ม (พ.ศ. 2538-2548)

     หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาได้อธิษฐานจิตอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุจากสถานที่ต่างๆ ที่ท่านได้ไปจาริกแสวงธรรม ที่สำคัญ คือประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า จีน เป็นต้นมาบรรจุไว้ในพระมหาเจดีย์ นอกเหนือจากสิ่งมงคลสักการะอันศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เช่นพระพุทธรูป เป็นต้น นอกจากนี้ หลวงปู่ก็ได้นำบริขารของพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว มาบรรจุไว้ในพระมหาเจดีย์อีกด้วย ภายในพระมหาเจดีย์ได้บรรจุพระพุทธรูป จำนวน 84,000 องค์ไว้อีกด้วย

 

7. บ้านกะเหรี่ยงห้วยต้ม

 

     ถือเป็นหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงที่มีความน่ารักและน่าประทับใจมากที่สุดตั้งแต่เคยพบพานมา ชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยต้มแห่งนี้นอกจากจะมีความศรัทธาในพุทธศาสนาตามหลักคำสอนของครูบาชัยยะวงศาพัฒนาอย่างแรงกล้าแล้ว ยังสืบสานวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่หันเหปรวนแปรไปตามกระแสสากลโลก ยังคงสวมชุดประจำเผ่าอยู่เสมอ โดยเฉพาะวันที่มีงานสำคัญทางพุทธศาสนาจะเห็นชาวกะเหรี่ยงใส่ชุดที่มีการประยุกต์ให้มีสีสันสวยงาม

     ชาวกะเหรี่ยงห้วยต้มนอกจากจะทำไร่ทำสวนแล้ว ยังมีอาชีพเป็นช่างฝีมือ ทอผ้า ทำสร้อยคอและเครื่องเงินเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน และทุกปีประมาณเดือนธันวาคม ชาวกะเหรี่ยงจะจัดงานสืบสานวัฒนธรรม มีกิจกรรมน่าสนใจ อาทิ การแสดงทางวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน และออกร้านจำหน่ายสินค้าฝีมือชาวกะเหรี่ยงบริเวณบ้านพระบาทห้วยต้ม

 

8. อุทยานแห่งชาติแม่ปิง

 

     หนึ่งเดียวในเมืองลี้ คือ อุทยานแห่งชาติแม่ปิง หนึ่งเดียวที่ว่านี้หมายถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่แม้จะมีแค่แห่งเดียว แต่ก็กว้างและมากเกินพอสำหรับ 1 อำเภอ อุทยานแห่งชาติแม่ปิงมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ แก่งก้อ น้ำตกก้อหลวง ทุ่งกิ๊ก และถ้ำยาวี เป็นต้น

     ภายในเขตอุทยานแห่งชาติแม่ปิง มีพื้นที่บางส่วนเป็นลำน้ำปิงซึ่งยาวประมาณ 140 กิโลเมตร และสองฝั่งแม่น้ำเป็นเกาะแก่ง หน้าผา หินงอก หินย้อย การเดินทางท่องเที่ยวลำน้ำปิงสามารถเริ่มจากอ่างเก็บน้ำดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เรือหางยาว แล้วมาต่อแพที่แก่งสร้อย ล่องมาจนถึงเขื่อนภูมิพล อำเภอสามเงา จังหวัดตาก ในทางกลับกันอาจจะเช่าเรือหรือแพจากเขื่อนภูมิพลล่องขึ้นเหนือทวนน้ำไปก็ได้

     นอกจากนี้สำหรับใครที่ยังจำหนังไทยยอดนิยมเรื่อง "คิดถึงวิทยา" โรงเรียนเรือนแพในตำนานสามารถเดินทางไปเยี่ยมชมได้ โดยสอบถามข้อมูลได้จากเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง    

 

9. ก๋วยเตี๋ยวกะลากะเหรี่ยง

 

     ก๋วยเตี๋ยวกะลากะเหรี่ยง รสชาติไม่ธรรมดาไม่กะโหลกกะลาอย่างแน่นอน เอกลักษณะของร้านก็บอกไปที่ชื่อแล้วว่าเป็นก๋วยเตี๋ยวที่เอามาใส่ในชามที่ทำจากกะลา โดยมีคนทำเป็นชาวกะเหรี่ยง นอกจากนี้ เนื่องจากเป็นชาวกะเหรี่ยงห้วยต้มที่มีความศรัทธาพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ทางร้านจึงปราศจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีกทั้งยังปลอดเนื้ออีกด้วย เป็นก๋วยเตี๋ยวสายบุญจ้า

 

10. ต้นปาล์มรีสอร์ท

 

     ต้นปาล์ม รีสอร์ท เป็นที่พักจำนวน 22 ห้อง ดูดีราคาประหยัด ตั้งอยู่ใจกลางชุมชมเมืองลี้ ห่างจากถนนสายหลักเพียง 100 เมตร สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโทรทัศน์ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น รวมถึงมีอาหารเช้าให้ด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 69 หมู่ 14 ตำบลลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน โทรศัพท์ 081-5768438

ราคา : 400 บาท

Visitors: 111,491