ท่องไปในเมืองพร้าว

 

     อำเภอพร้าว เป็น 1 ใน 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นอำเภอที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวยอดนิยม หรือโด่งดังมีชื่อเสียงเฉกเช่นอำเภอท่องเที่ยวแห่งอื่น ด้วยเหตุนี้อำเภอพร้าวจึงเป็นเมืองที่เงียบสงบ ไร้ความพลุกพล่านวุ่นวาย อีกทั้งยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนแห่งอริยเจ้าและอริยธรรม" เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายบุญและสายสงบอย่างแท้จริง

     แม้ผมจะไม่ใช่พุทธศาสนิกชนคนส่วนใหญ่ แต่ด้วยหัวใจนักเดินทาง เมืองธรรมมะในหุบเขาแห่งนี้จึงไม่ใช่ปัจจัยที่ผมจะเลี่ยงผ่านไป ผมจึงเดินทางมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ พร้อมทั้งเสาะหาสถานที่แห่งใหม่ที่น่าสนใจ อันพอจะรวบรวมมาได้ในการมาเยือนครั้งแรกประมาณนี้ และเนื้อหาของสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ทำไมอำเภอพร้าว ..จึงเป็นดินแดนแห่งอริยธรรม 

 

1. วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล

 

     วัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคลหรือพระมหาธาตุเจดีย์บารมี 19 ยอด ตั้งอยู่ที่บ้านหลวง ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ภายในประดิษฐาน พระมหาธาตุเจดีย์นครคีรีนพบุรีบ้านหลวงศรีดอนไชย หรือ พระธาตุดอยเวียง เป็นโบราณสถานเก่าแก่ของอำเภอพร้าว มีอายุกว่า 700 ปี มีการค้นพบโบราณวัตถุในครั้งที่มีบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยเวียง เมื่อปี พ.ศ. 2546 โดยโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบมีอายุราว 600-700 ปี ตัววัดตั้งอยู่บนกำแพงเมืองโบราณที่สร้างในสมัยพญามังรายมหาราช กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา ส่วนวัตถุโบราณที่ค้นพบได้แก่ ก้อนอิฐที่จารึกตัวอักษรฝักขาม ถ้วยชามสังคโลก เครื่องปั้นดินเผา ยอดฉัตรพระธาตุที่ทำจากทองจังโก้ และโบราณวัตถุอีกมากมาย

 

 

ประวัติพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล มีเอกสารระบุไว้ โดยจัดเรียงออกเป็น 2 ยุคได้ดังนี้

     ยุคที่ 1 กำเนิดพระธาตุดอยเวียง อ้างในตำนานพระเจ้าเลียบโลก เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จเดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิเขตล้านนาไทย โดยเล่าสืบต่อกันว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาพักที่บนดอยเวียงแห่งนี้พร้อมด้วยพระอานนท์ ซึ่งดอยลูกนี้ตั้งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านจึงมีชาวบ้านพากันมาใส่บาตรพระพุทธเจ้ากันอย่างมากมายทุกวัน ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะเดินทางต่อไปได้มอบเส้นพระเกศาให้แก่ชาวบ้านไว้สักการบูชา ชาวบ้านจึงร่วมแรงร่วมใจกันสร้างเจดีย์ครอบเส้นพระเกศาขึ้นเพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการบูชา ซึ่งปัจจุบันคือ พระธาตุดอยเวียง

 

 

     ยุคที่ 2 สมัยราชวงศ์มังราย ในปี พ.ศ.1824 พญามังรายได้สร้างเมืองพร้าวขึ้นสำหรับเป็นที่ตั้งทัพและสะสมเสบียงอาหาร โดยก่อนออกจากเมืองพร้าวได้แวะพักทัพบริเวณพระธาตุดอยเวียงในชุมชนบ้านหลวง ปัจจุบันยังมีหลักฐาน คือ การขุดแนวกำแพง เรียกว่า เวียงรอบพระธาตุดอยเวียงถึงสี่ชั้น และบนพระธาตุดอยเวียงยังมีวิหาร ซึ่งคาดว่าจะเป็นที่ประทับของกษัตริย์สมัยราชวงศ์มังรายที่เดินทางผ่าน โดยทุกครั้งจะต้องตั้งทัพบนพระธาตุดอยเวียงมาทุกยุคทุกสมัย เพื่อใช้เป็นสถานที่กราบไหว้นมัสการพระธาตุดอยเวียง เนื่องจากตั้งอยู่บนเนินเขา จึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสำหรับการพักทัพ

     เมื่อปี พ.ศ. 1928 พญากือนาธรรมมิกราช ได้เสด็จขึ้นมาเมืองพร้าวโดยทางสถลมารคนำขบวนช้าง ขบวนม้า ขบวนเดินเท้าจำนวนมาก โดยมีช้างเผือกเชือกหนึ่งบรรทุกพระธรรมคำภีร์และพระพุทธรูปสำคัญมาด้วย ซึ่งได้แวะพักและบูรณปฏิสังขรณ์พระธาตุดอยเวียงองค์นี้ก่อนที่จะเข้าสู่เมืองพร้าว

     เนื่องจากบริเวณพระธาตุสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าวได้ทั้งหมด ในอดีตเวลาข้าศึกยกทัพมาก็สามารถมองเห็นได้โดยง่าย ปัจจุบันทางวัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล ได้จัดสร้างเป็นระเบียงชมวิว ให้ผู้ที่เดินทางมาสักการะ ได้ชื่นชมความอุดมสมบูรณ์ผืนป่าสีเขียวของอำเภอพร้าวได้อย่างชัดเจน

 

2. เฮือนหลวงมหาวรรณ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน

 

     เฮือนหลวงมหาวรรณ์ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาบรรพชน ตั้งอยู่ใกล้กับวัดพระธาตุดอยเวียงชัยมงคล ในอดีตเป็นบ้านของท่านพระครูวรรณวิวัฒน์ ดร. (นพบุรี มหาวณฺโณ มหาวรรณ) เจ้าอาวาสวัดบ้านหลวง เจ้าคณะตำบลโหล่งขอด และ ด.ต.วิรัตน์ มหาวรรณ์ ร่วมกันมอบให้กับชุมชนบ้านหลวง เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลัง นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้ศึกษาเรียนรู้อารยธรรม ศิลปะ ภูมิปัญญาต่างๆ โดยรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุซึ่งเป็นมรดกสืบทอดจากบรรพบุรุษกว่า 8,000 ชิ้น

 

 

     โดยมีพิธีเปิดป้ายศูนย์การเรียนรู้ฯแห่งนี้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2560 โดยมีผู้หลักผู้ใหญ่และตัวแทนในชุมชนร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดและสักขีพยาน ซึ่งการบูรณะศูนย์การเรียนรู้เฮือนหลวงมหาวรรณ์ฯ เป็นหนึ่งในกิจกรรมของโครงการยกระดับด้านการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านหลวง ตำบลโหล่งขอด ไปแล้ว ในครั้งนี้คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาได้ร่วมกันบูรณาการการเรียนการสอนออกแบบอาคาร ตลอดจนถึงการจัดเรียงหมวดหมู่ คำอธิบายโบราณวัตถุต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อให้พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้เล่าเรื่องราวในอดีตของชุมชนและเกิดประโยชน์ต่อประเทศในอนาคตต่อไป

 

3. วัดดอยแม่ปั๋ง

 

     วัดดอยแม่ปั๋ง เป็นวัดที่มีชื่อเสียงและดึงให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอำเภอพร้าวมากที่สุด นั้นก็เพราะบารมีของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ พระเกจิชื่อดังในพุทธศานิกชนให้ความเคารพนับถือ กระทั่งตึกในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ใช้ชื่อตึกว่า “สุจิณโณ” ด้วย หลวงปู่แหวนได้เคยจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2505 จนถึงมรณภาพในปี พ.ศ. 2528

     ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่นอุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่บนเนื้อที่กว่า 500 ไร่ ซึ่งครอบคลุมเนื้อที่บนดอยแม่ปั๋งทั้งหมด โดยมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ เครื่องใช้ต่างๆ ของหลวงปู่แหวน มีสระบ่อปลาขนาดใหญ่ สามารถให้อาหารปลาได้ วิหารไม้ กุฏิหลวงปู่แหวน กุฏิไม้ที่เรียกว่า “โรงย่างกิเลส” หรือ “โรงไฟ” ซึ่งกุฏิหลังนี้หลวงปูแหวนได้เคยอยู่ตอนที่ท่านเป็นโรคคันทั่วร่างกาย จึงใช้กุฏินี้ก่อไฟย่างตัวเองจนหาย รวมถึงที่บรรจุอัฐิของหลวงปู่แหวน และวิหารที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่แหวนเท่าองค์จริง ในสมัยที่หลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่มักมีคนมากันมาก ปัจจุบันก็ยังมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่วัดดอยแม่ปั๋งอยู่บ้าง แต่อาจไม่มากเท่าสมัยที่หลวงปู่แหวนยังไม่มรณภาพ

 

 

     หลวงปู่แหวน สุจิณโณ เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2430 จังหวัด บิดามารดาของท่านได้ตั้งชื่อว่า “ญาณ” ซึ่งแปลว่า ปรีชา กำหนดรู้ เมื่อท่านมีอายุได้ประมาณ 5 ขวบเศษ โยมมารดาของท่านก็ล้มป่วย แม้จะได้รับการดูแลเยียวยารักษาเป็นอย่างดีจากสามี แต่อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุดจนเสียชีวิต

     เมื่อท่านมีอายุได้ 9 ขวบ ยายได้ให้บวชเป็นสามเณรพร้อมกับหลานชายอีกคนหนึ่งที่เป็นญาติสนิทรุ่นราวคราวเดียวกันพระอาจารย์อ้วน ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน ได้นำท่านไปฝากฝังถวายเป็นศิษย์ ณ วัดบ้านสร้างถ่อ อำเภอกษมสีมา จังหวัดอุบลราชธานี เป็นที่น่าอัศจรรย์ ขณะที่พระอาจารย์อ้วนกำลังพาสามเณรน้อยเดินฝ่าเปลวแดดสีทองมุ่งหน้าเข้าสู่บริเวณวัดในยามบ่ายนั้น พระอาจารย์สิงห์ขนัง ศิษย์สำคัญสูงสุดของพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานคือ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กำลังมองที่ร่างสามเณรน้อย พลันก็บังเกิดฤทธิ์อำนาจ แห่งอภิญญาณทำให้ท่านเห็นรัศมีเป็นแสงสว่างโอภาส เปล่งประกายออกมาจากร่างของสามเณรน้อยผู้นี้ เป็นผู้ที่มีบุญญาธิการมาเกิด ดั้งนั้นพระอาจารย์สิงห์ จึงได้ถ่ายทอดความรู้ตลอดจนข้อวัตรปฏิบัติทั้งหมดให้  ต่อมาหลวงปู่แหวนได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋ง นับตั้งแต่หลวงปู่แหวนได้ขึ้นไปทางเหนือ ท่านไม่เคยไปจำพรรษาที่ภาคอื่นเลย เพราะอากาศทางภาคเหนือสัปปายะสำหรับท่าน หลวงปู่แหวนได้มรณภาพลงที่วัดดอยแม่ปั๋งแห่งนี้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2528 สิริอายุ 98 ปี

 

4. วัดถ้ำดอกคำ

 

     หากได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีความหมายขนาดไหน ก็คงไม่ต้องคิดให้เยอะแล้วว่าควรจะมาหรือไม่ เนื่องจากถ้ำดอกคำคือสถานที่ที่ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” บรรลุพระอรหัตผล เมื่อปี พ.ศ. 2478 ปัจจุบันเป็นวัดทางฝ่ายมหานิกายมีชื่อว่า วัดถ้ำดอกคำ

     คืนหนึ่ง หลวงปู่ชอบ(ฐานสโม) ท่านพักภาวนาอยู่กับองค์ท่านหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ภายในถ้ำดอกคำ บ้านสหกรณ์ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ คืนนั้นเวลาประมาณตีสามกว่า หลวงปู่ชอบท่านนั่งภาวนาอยู่ที่พักของท่าน จิตท่านในเวลานั้นสว่างไสวใสงามมาก แต่แล้วจู่ๆความสว่างไสวของจิตเกิดดับวูบลงไปอย่างกะทันหัน พร้อมกับมีเสียงกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วขุนเขา ท่านเปรียบเทียบว่าเสียงนี้ไม่ต่างอะไรกับระเบิดปรมาณูมาระเบิดอยู่ข้างๆตัวเรา จนท่านเกิดอาการสั่นไหวในจิตคล้ายกับผืนแผ่นพสุธาจะแตกสลายกลายเป็นจุล อาการเหล่านี้เกิดขึ้นภายในจิตของท่านเท่านั้น แต่สิ่งต่างๆที่อยู่ภายนอกก็เป็นปกติทุกอย่าง ตั้งแต่ท่านภาวนามาก็ไม่เคยประสบพบเจอกับอาการแบบนี้ของจิต ท่านจึงพิจารณาดูภายในว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิตของตน พิจารณาดูจิตก็ไม่เห็นผิดปกติตรงไหน

     ท่านจึงพิจารณาดูภายนอกว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พอดึงจิตออกมาดูข้างนอก จิตท่านก็พุ่งตรงไปที่หลวงปู่มั่นทันที ท่านเห็นเทวดาพากันมาห้อมล้อมองค์ท่านหลวงปู่มั่นจำนวนมากเทวดาพากันมาจากทุกสวรรค์ชั้นภูมิ จนเต็มพื้นดินแผ่นฟ้านภากาศ ครั้งนั้นท่านว่าเทวดามาหาองค์ท่านหลวงปู่มั่นมากถึงสิบโกฏิ (หนึ่งโกฏิเท่ากับสิบล้าน) รัศมีบารมีเทวดาเปล่งประกายเจิดจ้าจนทำให้ทั่วบริเวณถ้ำดอกคำสว่างไสวด้วยรัศมีของเทพเจ้าเหล่าเทวดา

     แต่รัศมีของเทวดาทั้งหลายยังไม่เท่ากับรัศมีธรรมขององค์ท่านหลวงปู่มั่น รัศมีธรรมขององค์ท่านสว่างไสวกว่ารัศมีเทวดามากมายจนเกินประมาณ หลังจากชื่นชมรัศมีบารมีธรรมขององค์ท่านหลวงปู่มั่นแล้วท่านก็ถอนจิตออกมา ท่านรำพึงในใจว่า“เหตุการณ์นี้ต้องสำคัญกับท่านอาจารย์ใหญ่อย่างแน่นอน”

     ข้ามอีกวัน เวลาประมาณสี่โมงเย็น หลวงปู่ชอบท่านเข้าไปเตรียมน้ำสำหรับสรงองค์ท่านหลวงปู่มั่น ขณะที่ท่านผลัดผ้าให้กับองค์ท่านหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่มั่นพูดขึ้นมาว่า “ที่หลวงปู่ชอบเห็นเทวดามาหาเราจำนวนมากนั้น พวกเทพเทวดาเขาพากันมาร่วมอนุโมทนาที่เราบรรลุธรรมธาตุพ้นทุกข์แล้ว จากนี้ต่อไปการเกิดของเราจะไม่มีอีกแล้ว ทุกอย่างของเรามันขาดสะบั้นลงไปหมดแล้ว พระอรหันต์ท่านสิ้นกิเลสเช่นไร เราก็สิ้นกิเลสแล้วเช่นนั้น”จากนั้นหลวงปู่มั่น ท่านได้ธุดงค์ไปที่ดอยนะโม เพื่อสนทนาธรรมกับลูกศิษย์ท่านหนึ่ง คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย

 

 

     หลวงปู่มั่น ท่านออกวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่เชียงใหม่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 - 2482 ก่อนจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์ประเภท ปฏิสัมภิทานุศาสน์ 4 อย่างคือ1.อัตตปฏิสัมภิทา คือ แตกฉานในอรรถ2.ธัมมปฏิสัมภิทา คือ แตกฉานในธรรม3.นิรุตติปฏิสัมภิทา คือ แตกฉานในภาษา4.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา คือ แตกฉานในปฏิภาณ

     และที่ถ้ำดอกคำแห่งนี้ยังมีตำนานพระพุทธเจ้าเลียบโลก พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาถึงถ้ำนี้ เพื่อโปรดยักษ์ สองผัวเมีย ผู้เป็นมิจฉาทิฐิ โดยยักษ์ฝ่ายผัว ตั้งใจจะจับพระพุทธเจ้าไปเป็นอาหาร แต่พระองค์ทรงปราบด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ยักษ์สองผัวเมียสำนึกบาป จึงแต่งขันธ์ มีดอกบัวคำอยู่ในพานมากล่าวขอขมาพระพุทธเจ้าที่ถ้ำนี้ ถ้ำนี้จึงชื่อ “ถ้ำดอกคำ” แต่นั้นมา

     วัดถ้ำดอกคำ จึงถือเป็นสถานที่อันเป็นมหามงคล และเป็นสถานที่รำลึกถึงหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บรรลุธรรมธาตุเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

 

5. วัดพระเจ้าล้านทอง

 

     วัดพระเจ้าล้านทอง เป็นโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอพร้าว เนื่องจากสันนิษฐานว่าที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ตั้งเมืองพร้าววังหินหรือเวียงหวายแต่เดิมนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีคูเมืองหลงเหลือ ให้เห็นอยู่โดยรอบวัด และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปเก่าแก่คู่เมืองพร้าว อันได้แก่ “พระเจ้าล้านทอง”

     พระเจ้าล้านทอง ถูกขนานนามว่า "พระเจ้าหลวง" เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองพร้าววังหินมาช้านาน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อทองสำริด  ขนาดหน้าตัก 180 เซนติเมตร สูงรวมฐาน 274 เซนติเมตร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ ตามประกาศกรมศิลปากรในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2528 วัดพระเจ้าล้านทองเป็นวัดแห่งประวัติศาสตร์ ว่ากันว่าในอดีตนั้น พระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย ได้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ที่เมืองพร้าวองค์หนึ่ง ซึ่งหล่อด้วยทองปัญจะโลหะ เมื่อปี พ.ศ. 2069 เรียกว่า “พระเจ้าล้านทอง”

     วัดพระเจ้าล้านทองนั้นไม่มีพระสงฆ์จำวัดอยู่เลย มีเพียงคำร่ำลือถึงอาถรรพ์ต่างๆ ซึ่งชาวเมืองพร้าวเชื่อกันว่า พระสงฆ์ผู้มีบุญญาธิการจริงๆเท่านั้น จึงจะจำพรรษาอยู่ ณ วัดเก่าแก่แห่งนี้ได้ ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ของทุกปีนั้น ทางวัดจะมีประเพณีทำบุญเป็นประจำทุกปีนับว่าเป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่ยังทรงคุณค่าในสายตาของชาวเมืองพร้าวเสมอมา และจะเป็นเช่นนี้ไปตลอดกาล

 

6. อนุสรณ์สถานหลวงปู่ขาว

 

     อนุสรณ์สถานบรรลุธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย ตั้งอยู่ ณ วัดเจติยบรรพต เสนาสนะป่ากลางทุ่งนา บ้านโหล่งขอด ตำบลโหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ขาว อนาลโย “พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งเพชรน้ำหนึ่ง ผู้พิจารณาเมล็ดข้าวจนพ้นทุกข์”พระมหาเถระศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตโต ท่านมีหลวงปู่หลุย จันทสาโร เป็นสหธรรมิกที่เกื้อกูลกันในทางธรรม ข้อธรรมที่ท่านใช้ในการพิจารณากระทั่งบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดก็ด้วยอาศัยเมล็ดข้าวที่ชาวไร่ชาวนาปลูกไว้ ยกขึ้นมาพิจารณาเป็นข้อธรรม ในเวลาต่อมาประชาชนและผู้นำในชุมชนจึงได้พร้อมใจกันสร้างอนุสรณ์สถานบรรลุธรรมหลวงปู่ขาว อนาลโย ขึ้นเพื่อระลึกถึงองค์ท่าน

     ในราวพรรษาที่ 16-17 ประมาณปี พ.ศ. 2486 ณ เสนาสนะป่ากลางทุ่งนา บ้านโหล่งขอด หลวงปู่ขาวท่านได้นำเมล็ดข้าวยกขึ้นมาพิจารณาเป็นข้อธรรมจนพ้นทุกข์บรรลุธรรมชั้นสุดยอด ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวัฏฏ์ไปได้แล้ว ตอนอรุณรุ่งพระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นสู่ธรรมอัศจรรย์ถึงวิมุตติหลุดพ้นในเวลาเดียวกันกับพระอาทิตย์อุทัย ช่างเป็นฤกษ์งามยามวิเศษเสียจริง

     หลวงปู่ขาวท่านมีอุปนิสัยเป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นในเป้าหมาย มีความเพียรกล้าทั้งสามอิริยาบถ ท่านเดินจงกรมเก่งมาก ตั้งแต่ฉันเสร็จก็เดินเข้าสู่ทางจงกรม ทำความเพียรละหรือถอดถอนกิเลสประเภทต่างๆ ที่เคยฝังจมอยู่ภายในใจสัตว์โลกไม่เคยเบาะบางเหมือนสิ่งอื่นๆ อีกทั้งท่านยังมีเมตตาธรรมเป็นเลิศ สง่างามประดุจช้างสาร ไม่ว่าท่านจะไปเที่ยวที่ป่าเขาลึกเพียงไหน ช้างหัวหน้าฝูงมักจะเข้ามาหาคารวะท่าน ท่านรู้ภาษาสัตว์ และสัตว์เหล่านั้นก็รู้ภาษาของท่านเป็นอย่างดี

     หลวงปู่ขาวท่านสามารถระลึกชาติย้อนหลังได้หลายชาติ ครั้งพุทธกาลท่านเคยเกิดเป็นพระภิกษุ 1 ใน 500 รูปติดตามพระเทวทัตผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ สถานที่ต่างๆ ที่ท่านอยู่จำพรรษามักจะเป็นสถานที่เคยเกิดเป็นคนหรือสัตว์ต่างๆในอดีตชาติ

     ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ได้พรรณนาถึงเมตตาธรรมของหลวงปู่ขาว ไว้ในหนังสือปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มีข้อความตอนหนึ่งว่า“ท่านอาจารย์องค์นี้มีความเด็ดเดี่ยวมาก การนั่งภาวนาตลอดสว่างท่านทำได้สบายมาก ถ้าไม่เป็นผู้มีใจกล้าหาญ กัดเหล็กกัดเพชรจริงๆ จะทำไม่ได้ จึงขอชมเชย อนุโมทนากับท่านอย่างถึงใจ เพราะเป็นที่แน่ใจในองค์ท่านร้อยเปอร์เซนต์ว่า เป็นผู้สิ้นภพสิ้นชาติอย่างประจักษ์ใจทั้งที่ยังครองขันธ์อยู่”

 

7. น้ำพุร้อนหนองครก

 

     น้ำพุร้อนหนองครก เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติที่เกิดจากความร่วมมือกันของชาวบ้านจริงๆ โดยเริ่มมาจากความหนาวเย็นยะเยือกของพี่น้องชาวอำเภอพร้าว ที่แต่ละบ้านนั้นไม่ได้มีสะตุ้งสตางค์มาติดเครื่องทำน้ำอุ่นเพื่ออาบน้ำในชีวิตประจำวัน อีกทั้งในช่วงฤดูหนาวก็หนาวเข้ากระดูก ด้วยเหตุที่มีของดีอยู่ใกล้ตัว ทางผู้หลักผู้ใหญ่และชาวบ้านในพื้นที่จึงดำเนินการจัดสร้างบ่อน้ำร้อนขึ้นมาให้เป็นกิจจะลักษณะ ต่อท่อตรงจากสายน้ำร้อนใต้พิภพผสมกับน้ำเย็น เพื่อให้กลายเป็นน้ำอุ่นที่ร่างกายสัมผัสได้ หากเป็นน้ำร้อนต้นฉบับจะมีอุณภูมิสูงถึง 90 องศาเซลเซียส มันก็จะโหดเกินไปหากไร้การผสมน้ำเย็น

 

8. สวนป่าน้ำรู

 

     สวนป่าน้ำรู ตั้งแต่ใน เขตอนุรักษ์ป่าน้ำรู ตั้งอยู่ในตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว เป็นสถานที่ท่องทางธรรมชาติรวมไปถึงระบบนิเวศน์แบบป่าชุมชน เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีตาน้ำขนาดใหญ่ โดยน้ำจะไหลออกมาจากตาน้ำ เป็นน้ำใสบริสุทธิ์เย็นฉ่ำ นักท่องเที่ยวสามารถลงไปเล่นน้ำในสระได้ น้ำไม่ลึกมากนัก จึงเล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถือเป็นสสถานที่ท่องเที่ยวคลายร้อนในช่วงซัมเมอร์ประจำเมืองพร้าว

 

แผนที่แหล่งท่องเที่ยวอำเภอพร้าว

 

Visitors: 213,516