เว้

 

     เว้ เป็นชื่อของเมืองหลวงของจังหวังถัวเทียน-เว้ ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะมีทัวร์ท่องเที่ยวมาลงที่เมืองเว้ประจำ เมืองเว้ อยู่ห่างจากด่านชายแดนมุกดาหาร ประเทศไทย ซึ่งใช้เวลาในการเดินทางทางรถประมาณ 9 ชั่วโมง สามารถเดินทางเช้าถึงเย็นภายในวันเดียวได้ นับเป็นอีกหนึ่งเส้นทางเที่ยวระหว่างประเทศไทย-ลาว-เวียดนาม ที่ประหยัดที่สุด และสะดวกปลอดภัยในระดับหนึ่ง

     เมืองเว้ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ริมฝั่งแม่น้ำหอม ถัดเข้ามาในแผ่นดินจากริมฝั่งทะเลจีนใต้เพียง 2-3 ไมล์ ห่างจากกรุงฮานอยไปทางใต้ประมาณ 540 กิโลเมตร และห่างจากนครโฮจิมินห์ไปทางเหนือประมาณ 644 กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ซึ่งเต็มไปด้วยหินภูเขาไฟ หาดทราย เนินทราย และทะเลสาบ นอกจากนี้ยังเป็นเขตพื้นที่ป่าไม้สำคัญที่สุดของเวียดนาม ส่วนสภาพภูมิอากาศในเมืองเว้ ค่อนข้างร้อนตลอดทั้งปี

     เมืองเว้ อาจจะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามรวมชาติเวียดนามไปบ้าง แต่ก็ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองของนครจักรพรรดิอยู่อีกไม่น้อยเช่นกัน แต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวน่าสนใจมากมายให้นักเดินทางได้เข้าไปเยี่ยมชม ตั้งแต่พระราชวัง สุสานจักรพรรดิ ตลอดตนแม่น้ำหอม แม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านใจกลางเมือง และด้วยความเจริญรุ่งเรืองในอดีต โบราณสถานอันงดงามและทรงคุณค่า วัฒนธรรมที่มีแบบฉบับของตนเอง เว้ จึงได้รับการยืนยันจาก องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2536 สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยือนเมืองมรดกโลกริมแม่น้ำหอมที่ไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับกาลเวลาแห่งนี้

 

พระราชวังไดนอย

 

     พระราชวังไดนอย นครแห่งจักรพรรดิที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และสวยงามของราชวงศ์เหวียน นครจักรพรรดิหรือพระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อของจีน ได้รับการออกแบบให้มีกำแพงล้อมรอบถึง 3 ชั้น จุดน่าสนใจของการเที่ยวชม หลังจากที่เดินข้ามสะพาน ผ่านซุ้มประตูหรือกำแพงชั้นนอกเข้าไป จะได้พบกับ ซุนทานกง หรือ ปืนใหญ่ 9 เทพเจ้า ซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ หมายถึงเทพ 5 องค์ ตัวแทนของธาตุทั้ง 5 คือ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ส่วนอีก 4 องค์ เป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้ง 4 ฤดูใน 1 ปี

     ถัดมาเป็นกำแพงเหลือง ซึ่งเป็นกำแพงชั้นกลางที่ล้อมรอบนครของจักรพรรดิ พระราชวัง วัด และสวนดอกไม้เอาไว้ ในส่วนนี้มีประตูทางเข้าที่ตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม 4 ประตู ประตูที่สำคัญที่สุด คือ โหงะโมน หรือ ประตูเที่ยงวัน ที่สร้างขึ้นครั้งแรกด้วยหินแกรนิตในสมัยพระเจ้ามิงห์หม่าง เมื่อนักท่องเที่ยวผ่านลอดประตูชั้นที่สอง โดยข้ามสะพานน้ำทอง ซึ่งเคยถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิเท่านั้น จะเจอกับพระราชวังไทเฮา อันเป็นวังที่สำคัญที่สุดในนครจักรพรรดิ ใช้สำหรับต้อนรับเชื้อพระวงศ์ระดับสูง และนักการทูตต่างประเทศ นอกจากนั้นราชสำนักยังใช้เป็นที่จัดงานฉลองสำคัญต่างๆ เช่นกัน ส่วนวัดวาอารามภายในกำแพงแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับขุนนางหลายคน วัดสำคัญคือ วัดเถเหมียว ซึ่งได้รับการดูแลอย่างดี สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับผู้ปกครองในราชวงศ์เหวียน ถัดมาส่วนในสุดของนครจักรพรรดิ คือ ตือกามแทงห์ หรือนครต้องห้ามของจักรพรรดิ ที่ถูกสงวนไว้เฉพาะจักรพรรดิและเชื้อพระวงศ์นั้น

 

สุสานจักพรรดิไคดิ่งห์

 

     สุสานจักรพรรดิไคดิ่ง เป็นเพียงสุสานเดียวที่มีการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันออกร่วมกับสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งอาจจะมองได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่ในยุคการล่าอาณานิคม หรือมองอีกมุมหนึ่ง เป็นสถาปัตยกรรมสุดแปลก ที่เกิดจากการผสมผสานแบบสุดขั้วระหว่างจีนและยุโรป สุสานแห่งนี้ถูกสร้างในสมัยจักรพรรดิไคดิงห์ เพื่อใช้เป็นสุสานของพระองค์ แต่แล้วสุสานไม่ทันสร้างเสร็จก็ทรงสิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน ภารกิจสร้างสุสานแห่งนี้ต่อจึงตกเป็นของ บ๋าวได่ พระราชโอรส จึงสร้างแล้วเสร็จ สุสานแห่งนี้สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กอย่างดี โดยใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 11 ปี

     การเที่ยวชม เริ่มจากทางเดินขึ้นสุสานได้รับการตกแต่งเป็นบันไดมังกรอันโอ่อ่าที่จะพาคุณขึ้นไปสู่ สานชั้นหนึ่ง จากนั้นมีบันไดต่อไปยังลานชั้นสองที่เรียงรายด้วยรูปปั้นหินของช้าง ม้า ข้าราชการทหารและพลเรือน กลางลานมีแผ่นจารึกเขียนด้วยอักษรจีน นิพนธ์โดยพระเจ้าเบ๋าได่ เพื่อรำลึกถึงพระบิดาของพระองค์ ส่วนด้านบนสุดเป็นพระราชวังเทียนดิงห์ ภายในมีการตกแต่งอย่างสวยงามด้วยการใช้กระเบื้องสีปูพื้นจิตรกรรมฝาผนังภาพ มังกรในม่านเมฆขนาดใหญ่ที่วาดโดยใช้ศิลปินที่เขียนภาพด้วยเท้า ประดับอยู่บนเพดานกลางห้องโถง ส่วนทางซ้ายและขวาเป็นภาพเฟรสโกอันเต็มไปด้วยสีสันที่ตกแต่งด้วยการฝังกระจก สีและกระเบื้องนับพันชิ้น แสดงถึงเรื่องราวมากมายของสัตว์ ต้นไม้ และดอกไม้ ตลอดจนรูปปั้นสำริดขนาดเท่าองค์จริงของพระเจ้าไคดิงห์ ซึ่งสร้างที่ฝรั่งเสศในปี พ.ศ. 2465 ตั้งอยู่บนยกพื้น ด้านบนของสุสาน

 

วัดเทียนหมู่

 

     วัดเทียนหมู่ เป็นวัดพุทธมหายาน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหอม เป็นอาคารทรงเจดีย์แปดเหลี่ยม 7 ชั้น สูง 21 เมตร ซึ่งสร้างขึ้นใน ค.ศ.1601 ในสมัยขุนนางเหวียนฮวาง (Nguyen Hoang) คำว่า เทียนหมุ แปลว่า เทพธิดา ดังนั้น นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญมาเยือนจึงตั้งชื่อภาษาไทยให้ว่า “วัดเทพธิดาราม”

 

ตลาดดองบา

 

     ตลาดดองบา เป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ของเมืองเว้ที่ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำหอม เป็นแหล่งชุมนุมนักท่องเที่ยวชาวไทยในเมืองเว้โดยไม่ได้นัดหมาย ในตลาดดองบาจึงได้ยินทั้งภาษาเวียดนามและภาษาไทยปะปนกันไป นักท่องเที่ยวจึงไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา และไม่ต้องกังวลเรื่องเงินตรา เพราะสามารถละลายทรัพย์ด้วยเงินบาทได้อย่างสะดวก

 

ล่องเรือกาเว้

     ล่องเรือแม่น้ำหอม ด้วยเรือสำราญมังกรเสมือนเรือพระที่นั่งในอดีต ล่องเรือแม่น้ำเฮืยงยางหรือแม่น้ำหอม  ที่มาของชื่อแม่น้ำสายนี้เป็นเพราะในยามค่ำคืน แม่น้ำสายนี้จะพัดพาเอาความหอมของต้นไม้ที่มีกลิ่นหอมมาตามสายน้ำนั่นเอง ผ่านสะพานประวัติศาสตร์สมัยสงคราม  ชมชีวิตชาวบ้านที่ขุดทรายขายเป็นอาชีพบนแม่น้ำแห่งนี้ ตลอดจนชีวิตชนบทของสองฝั่งแม่น้ำหอม และภายในเรือยังมีการแสดงดนตรีพื้นเมืองคอยบรรเลง

 

ที่พัก

Gold Hotel Hue

 

Hue Queen Hotel

 

Huong Giang Hotel

 

Romance Hotel Hue

Visitors: 593,481